“กัญชา” เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากสถานะยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 สู่การปลดล็อกครั้งประวัติศาสตร์ และล่าสุดกับความพยายามนำกลับไปควบคุมอีกครั้ง บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ปัจจุบัน ประโยชน์ทางการแพทย์ ผลกระทบที่ควรระวัง และทิศทางของกัญชาในประเทศไทย
สถานะทางกฎหมายที่เปลี่ยนแปลง
เดิมทีกัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดร้ายแรง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เมื่อประกาศกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้ในการ “ปลดล็อกกัญชา” โดยถอดทุกส่วนของพืชกัญชา (ยกเว้นสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2%) ออกจากการเป็นยาเสพติด ผลจากการปลดล็อกนี้ทำให้ประชาชนสามารถปลูก ซื้อขาย และใช้ประโยชน์จากกัญชาได้โดยไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกดังกล่าวเกิดขึ้นในสภาวะที่ยังไม่มีกฎหมายหลัก (พระราชบัญญัติกัญชา กัญชง) ออกมารองรับ ทำให้เกิด “ภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย” นำไปสู่ความกังวลในสังคมเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบ โดยเฉพาะการใช้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน และการใช้เพื่อสันทนาการที่แพร่หลายเกินการควบคุม
ล่าสุด รัฐบาลปัจจุบันได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 อีกครั้ง โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2567 เพื่อควบคุมการใช้งานและจำกัดให้ใช้เฉพาะประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น
ประโยชน์ทางการแพทย์ของกัญชา
ในทางการแพทย์ สารสกัดจากกัญชา โดยเฉพาะสารสำคัญ 2 ชนิด คือ THC (Tetrahydrocannabinol) และ CBD (Cannabidiol) ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ในการรักษาและบรรเทาอาการของหลายโรค:
• บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน: โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด
• ลดอาการปวดเรื้อรัง: เช่น อาการปวดจากโรคเส้นประสาท หรืออาการปวดที่ดื้อต่อยาแก้ปวดชนิดอื่น
• รักษาโรคลมชัก: โดยเฉพาะในเด็กที่ป่วยด้วยโรคลมชักรักษายาก
• เพิ่มความอยากอาหาร: ช่วยผู้ป่วยโรคเอดส์หรือผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะเบื่ออาหาร
• รักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง: ในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)
ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขได้รับรองตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมหลายตำรับ และมีคลินิกกัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งเพื่อให้การรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์
โทษและผลกระทบที่ต้องระวัง
แม้จะมีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่การใช้กัญชาอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้เพื่อสันทนาการ ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้:
• ผลกระทบต่อสมอง: การใช้กัญชาในปริมาณมากและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อาจส่งผลต่อความจำ สมาธิ และการตัดสินใจในระยะยาว
• ความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต: อาจกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคจิตเภท (Schizophrenia) ในผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมอยู่แล้ว และอาจทำให้เกิดอาการวิตกกังวล หวาดระแวง หรือซึมเศร้าได้
• ผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ: การสูบกัญชามีสารทาร์และสารก่อมะเร็งเช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ ทำให้เสี่ยงต่อโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและมะเร็งปอด
• การเสพติด: สาร THC ในกัญชามีฤทธิ์เสพติดได้ แม้อาจไม่รุนแรงเท่าสารเสพติดชนิดอื่น แต่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยมีภาวะพึ่งพิงและมีอาการถอนเมื่อหยุดใช้
ข้อควรระวังในการใช้
• ห้ามใช้ในเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เนื่องจากสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่
• สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ไม่ควรใช้กัญชาโดยเด็ดขาด เพราะสารในกัญชาสามารถส่งผ่านไปยังทารกได้
• ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคจิตเวช ควรหลีกเลี่ยงการใช้
• ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักร หลังใช้กัญชา เพราะมีผลต่อการตัดสินใจและการตอบสนอง
สรุปได้ว่า กัญชาเป็นพืชที่มีทั้งคุณและโทษ การนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ควรอยู่ภายใต้การควบคุมและคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ขณะที่สถานะทางกฎหมายที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการหาจุดสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการป้องกันผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น.



