หาก “World is Mine” คือเพลงที่สถาปนาให้ ฮัตสึเนะ มิคุ กลายเป็นเจ้าหญิงแห่งโลกดิจิทัล เพลง “Tell Your World” ก็คือเพลงที่หลอมรวมหัวใจของผู้คนทั้งโลกให้เป็นหนึ่งเดียว และประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่าวัฒนธรรม Vocaloid นั้นยิ่งใหญ่และงดงามเพียงใด เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในปี 2012 โดย kz โปรดิวเซอร์ระดับตำนานแห่งโปรเจกต์ livetune เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบโฆษณาเบราว์เซอร์ Google Chrome ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแคมเปญนั้นมาพร้อมสโลแกนที่ว่า “Everyone, Creator” (ทุกคนคือผู้สร้างสรรค์) และทันทีที่บทเพลงนี้พร้อมภาพแอนิเมชันสีสันสดใสถูกเผยแพร่ออกไป มันไม่ได้เพียงแค่สร้างความฮือฮาในวงการไอที แต่ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนมุมมองของสาธารณชนที่มีต่อโวคาลอยด์ไปตลอดกาล
เนื้อหาและใจความสำคัญของ Tell Your World คือการเฉลิมฉลองพลังแห่งการสร้างสรรค์และการสื่อสารในยุคอินเทอร์เน็ต ตัวเพลงเล่าถึงความรู้สึกของมนุษย์เราที่มีเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกมากมายที่ซ่อนอยู่ภายในใจ แต่บางครั้งมันก็ยากเกินกว่าจะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดเพื่อบอกให้ใครได้รับรู้ ทว่าเมื่อเรานำความรู้สึกเหล่านั้นมาผูกร้อยเข้ากับเสียงเพลง ดนตรีจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยง ถ่ายทอด “โลกของเรา” (Your World) ออกไปสู่ผู้คนภายนอก ประโยคสำคัญในเพลงที่พูดถึงการปล่อยวางเศษเสี้ยวของเสียงเพลงให้ลอยล่องไปในชั้นบรรยากาศ เพื่อเชื่อมต่อผู้คนทีละคนจนกลายเป็นเครือข่ายที่โอบกอดโลกทั้งใบเอาไว้ เป็นการสะท้อนภาพของชุมชนโวคาลอยด์ได้อย่างลึกซึ้ง ที่ซึ่งผู้คนจากต่างที่ต่างถิ่น ต่างภาษา สามารถเข้าใจและแบ่งปันความรู้สึกร่วมกันได้ผ่านเสียงร้องของเด็กสาวคนเดียวกัน
ในส่วนของพาร์ตดนตรี kz (livetune) ได้โชว์อัจฉริยภาพในการเป็นราชาแห่งแนวเพลง Electro Pop และ Synth-Pop ของวงการโวคาลอยด์ เพลงนี้เปิดด้วยไลน์คีย์บอร์ดที่ให้ความรู้สึกระยิบระยับ สว่างไสว และเปี่ยมไปด้วยความหวัง ก่อนจะนำพาคนฟังเข้าสู่บีตอิเล็กทรอนิกส์ที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นชวนโยกตาม เสียงร้องของมิคุในเพลงนี้ถูกปรับแต่ง (Tune) ออกมาได้อย่างกลมกลืน ลื่นไหล และเต็มไปด้วยประกายของความสุข ซึ่งการดีไซน์ดนตรีที่ดูโมเดิร์น ย่อยง่าย แต่แฝงไปด้วยความอลังการนี้เอง ที่ทำให้เพลงนี้สามารถเข้าถึงหูของคนฟังกระแสหลัก (Mainstream) ได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งคนที่ไม่เคยฟังเพลงโวคาลอยด์มาก่อนก็ยังสามารถอินและซาบซึ้งไปกับทํานองนี้ได้
ความยิ่งใหญ่ของ Tell Your World ทำให้เพลงนี้กลายเป็น “เพลงเปิดโลก” และเป็นอีกหนึ่งเพลงชาติที่ฮัตสึเนะ มิคุ ใช้ขับขานในคอนเสิร์ตใหญ่ทั่วโลกเพื่อขอบคุณแฟนๆ ทุกครั้ง ยามที่ท่อนฮุคสุดท้ายดังขึ้นพร้อมภาพของผู้คนนับหมื่นที่ร่วมกันร้องและโบกแท่งไฟ มันคือข้อพิสูจน์อันเป็นประจักษ์ว่า สิ่งที่ซอฟต์แวร์ตัวนี้ทำไม่ใช่แค่การเปล่งเสียงตามตัวโน้ต แต่คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งต่อความฝัน แรงบันดาลใจ และความเชื่อมโยงของมนุษยชาติ บทสรุปของเพลงนี้จึงเป็นบทกวีที่ยกย่องพลังของอินเทอร์เน็ตและเสียงดนตรี ว่าตราบใดที่เรายังคงกล้าที่จะแบ่งปันเรื่องราวของตัวเอง โลกใบนี้ก็จะไม่มีวันโดดเดี่ยว และเสียงเพลงของพวกเราจะเชื่อมถึงกันเสมอ


