โรคนอนไม่หลับเป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาใช้เวลาทำให้หลับนานกว่าปกติ โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์สามารถเข้าสู่ภวังค์แห่งการหลับไหลได้ ภายใน 15-20 นาที หากแต่คนที่เป็นโรคนอนไม่หลับ อาจใช้เวลานานกว่าชั่วโมง หรืออาจจมากกว่านั้น ซึ่งสามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งกายและจิตใจได้ โรคนอนไม่หลับสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคนอนไม่หลับ
- ปัจจัยทางสมอง : การทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและส่วนประสาทออโรกซินของสมองที่เกี่ยวข้องกับการหลับ-ตื่นอาจมีผลต่อการนอนหลับของผู้ป่วย หรือโรคทางสมองที่เกี่ยวข้องกับการนอนไม่หลับได้แก่โรคซึมเศร้า โรคซึมเศร้าหมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยมีอารมณ์เสียหรือไม่มีความสุข ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการหลับของผู้ป่วย
- ปัจจัยทางสุขภาพ : อาการเจ็บป่วย อายุที่มากขึ้น หรือโรคประจำตัวก็เป็นปัจจัยที่ทำให้นอนไม่หลับ
- ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม : การนอนในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ระดับเสียงสูง แสงสว่าง อุณหภูมิห้องไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการหลับของผู้ป่วย
การวินิจฉัยโรคนอนไม่หลับจะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับของผู้ป่วย และสามารถวินิจฉัยได้โดยการตรวจสอบประวัติการนอนของผู้ป่วย การตรวจสอบสมรรถภาพทางร่างกาย และการตรวจสอบระบบประสาทของผู้ป่วย หากผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับเป็นเวลานาน ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม
- เปลี่ยนพฤติกรรม
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนอนอาจช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้ เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การหลีกเลี่ยงการใช้สื่อเพื่อความบันเทิงก่อนนอน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการนอน การเพิ่มเวลาการนอนในช่วงกลางวัน และการลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาแฟและน้ำชา - การใช้ยา
ยานอนหลับเป็นวิธีการรักษาโรคนอนไม่หลับที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย โดยที่ยาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น ยาซูโวเร็กแซนต์และเลมโบเร็กแซนต์ ที่เป็นยากลุ่ม dual orexin receptor antagonist ที่มีฤทธิ์ปิดกั้นตัวรับ orexin 1 และ 2 ในสมอง ซึ่งจะช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้ - การทำวิธีการผ่อนคลาย
วิธีการผ่อนคลายเป็นวิธีที่ช่วยลดความเครียดและช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คนที่มีปัญหานอนไม่หลับน้อยลง วิธีการผ่อนคลายที่แนะนำได้แก่การฟังเพลงที่ช่วยผ่อนคลายหรือการทำโยคะ นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีการหายใจลึกๆ และการนั่งสมาธิเพื่อผ่อนคลายเช่นกัน - การปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน
เรียนรู้การบริหารความเครียด และการจัดการอารมณ์ เพราะผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับกว่า 45% เป็นวัยทำงานตั้งแต่ช่วงอายุ 40-50 ปี มักจัดอยู่ในกลุ่มวัยกลางคน หัวหน้างาน หรือระดับผู้บริหารที่ต้องแบกรับภาระและความรับผิดชอบเรื่องงาน ทำให้เกิดความเครียดสะสมซึ่งบางครั้งเกิดเป็นภาวะซึมเศร้าชั่วคราวโดยไม่รู้ตัว ส่งผลเสียต่อสุขภาพการนอน ทำให้นอนไม่หลับ การปรับวิธีคิดในการทำงานเพื่อบริหารความเครียดจึงเป็นสิ่งจำเป็นต้องการรักษาโรคนอนไม่หลับ
ที่มา : https://dwpharma.co/cure-insomnia-naturally/



