เพลง “World is Mine” (หรือชื่อภาษาญี่ปุ่น ワールドイズマイン) คือเพลงระดับขึ้นหิ้งที่สถาปนาให้ ฮัตสึเนะ มิคุ (Hatsune Miku) ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าหญิงแห่งวงการ Vocaloid อย่างแท้จริง เพลงนี้ถูกปล่อยออกมาในปี 2008 โดยเป็นผลงานการแต่งของ ryo โปรดิวเซอร์อัจฉริยะแห่งวง supercell และภาพประกอบสุดน่ารักโดย redjuice ซึ่งทันทีที่เพลงนี้ถูกอัปโหลดลงบนเว็บไซต์ Nico Nico Douga มันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งคอมมูนิตี้ และกลายเป็นหนึ่งในเพลงโวคาลอยด์ที่โด่งดังและมีคนรู้จักมากที่สุดตลอดกาล
เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เพลง World is Mine ครองใจคนฟังทั่วโลก คือการนำเสนอตัวตนของมิคุในฐานะ “เจ้าหญิงจอมเอาแต่ใจ” (Princess/Himedere) เนื้อหาของเพลงเล่าถึงมุมมองของเด็กสาวคนหนึ่งที่ประกาศตัวว่าเป็นเจ้าหญิงอันดับหนึ่งของโลก และเรียกร้องให้คนรักของเธอคอยเอาอกเอาใจทุกอย่าง ตั้งแต่การสังเกตทรงผมที่เปลี่ยนไป การชมว่าเธอน่ารัก การเตรียมอาหารเช้าให้ถูกต้อง ไปจนถึงการห้ามปฏิเสธคำขอของเธอ ทว่าภายใต้ท่าทีที่ดูเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจนั้น ryo ได้ซ่อนความน่ารักและความไร้เดียงสาของเด็กสาวที่กำลังอินเลิฟเอาไว้ เพราะในตอนท้ายของเพลง เจ้าหญิงคนนี้ก็หลุดปากสารภาพออกมาว่า แท้จริงแล้วเธอก็แค่อยากให้คนรักหันมาสนใจและมองเธอเป็นเจ้าหญิงในสายตาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ความขัดแย้งระหว่างความซึมและความน่ารักนี้เองที่ทำให้คนฟังตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย
ในพาร์ตของดนตรี เพลงนี้คือส่วนผสมที่ลงตัวของ Pop Rock และ J-Pop ยุค 2000s ที่มีจังหวะสนุกสนานสดใส ไลน์กีตาร์ที่เฉียบคม และเสียงเบสที่เดินจังหวะอย่างมีชีวิตชีวา ryo สามารถดึงศักยภาพของซอฟต์แวร์ Vocaloid 2 ในยุคนั้นออกมาได้อย่างสูงสุด โดยเฉพาะเสียงสูงที่เป็นเอกลักษณ์และการใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงที่ดูแง่งอน เสริมด้วยท่อนจำระดับตำนานอย่างการตะโกนคำว่า “Ah!” ก่อนเข้าท่อนฮุค และคำเปิดประธานสุดคลาสสิกอย่าง “Sekai de ichiban ohime-sama” (เจ้าหญิงอันดับหนึ่งของโลก) ที่ไม่ว่าจะเปิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แฟนๆ ก็พร้อมที่จะตะโกนร้องตามกันได้ในทันที
ความยิ่งใหญ่ของ World is Mine ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอดวิวในโลกออนไลน์ แต่เพลงนี้ได้กลายเป็น “เพลงชาติ” ประจำตัวของฮัตสึเนะ มิคุ ที่ต้องถูกนำมาแสดงในคอนเสิร์ตใหญ่ของเธอทุกครั้ง ยามที่โฮโลแกรมของมิคุปรากฏตัวบนเวทีในชุดเจ้าหญิงพร้อมกิริยาท่าทางสะบัดสะบิ้งแสนงอน เสียงเชียร์และแสงไฟสีเขียวมินต์จากแท่งไฟนับหมื่นจะสว่างไสวไปทั่วทั้งฮอลล์ บทสรุปของเพลงนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของเด็กสาวจอมเอาแต่ใจในบทเพลง แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า เพลงนี้และตัวตนของมิคุได้ครอบครองโลกแห่งความจริงของผู้ฟังทุกคน เหมือนดั่งชื่อเพลงที่ประกาศไว้ว่า “โลกใบนี้เป็นของฉัน” อย่างไม่มีข้อกังขา


