แปลเพลง ซังได้ซังแล้ว

0

กะฮู้ว่าอ้ายทิ้งไป กะฮู้ว่าอ้ายอยู่นำเขา
(ก็รู้ว่าพี่ทิ้งไป ก็รู้ว่าพี่อยู่กับเขา)

กะฮู้ว่าฮักสองเฮา จั่งใด๋กะเอาคืนบ่ได้
(ก็รู้ว่ารักสองเรา ทำยังไงก็เอาคืนไม่ได้)

กะฮู้อ้ายเคยตั๋วกัน แล้วกะยังจำฝังใจ
(ก็รู้พี่เคยโกหกกัน แล้วก็ยังจำฝังใจ)

แต่กะจั๊กสิเฮ็ดจั่งใด๋ จั่งสิลืมอ้ายได้ซักที
(แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ถึงจะลืมพี่ได้สักที)

เทือใด๋เทือนั่น ตั๋วใจว่าให้เซาฮัก
(เมื่อไหร่เมื่อนั้น โกหกใจว่าให้หยุดรัก)

ตั้งใจว่าสิซังคักคัก แต่กะเฮ็ดบ่ได้ซักที
(ตั้งใจว่าจะเกลียดมากๆ แต่ก็ทำไม่ได้สักที)

ซังได้ซังแล้ว บ่จ่งไว้เฮ็ดแนวดอก
(เกลียดได้เกลียดแล้ว ไม่เหลือเอาไว้ทำพันธุ์หรอก)

กะอ้ายมาหลอก มาตั๋ว มาเฮ็ดกันคักปานนี้
(ก็พี่มาหลอก มาโกหก มาทำกันขนาดนี้)

ซังได้ซังแล้ว แต่ซังบ่ได้อิหลี
(เกลียดได้เกลียดแล้ว แต่ก็เกลียดไม่ได้จริงๆ)

บ่แม่นใจบ่มักดี แต่ย้อนฮักอ้ายนี้ตี๊
(ไม่ใช่ใจไม่รักดี แต่เพราะรักพี่นี่แหละ)

เลยซังบ่ได้
(เลยเกลียดไม่ได้)

กะฮู้ว่าบ่ได้หยัง ที่ยังคิดฮอดอ้ายหลาย
(ก็รู้ว่าไม่ได้อะไร ที่ยังคิดถึงพี่มาก)

แต่กะจั๊กสิเฮ็ดจั่งใด๋ จั่งสิลืมอ้ายได้ซักที
(แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ถึงจะลืมพี่ได้สักที)

เทือใด๋เทือนั่น ตั๋วใจว่าให้เซาฮัก
(เมื่อไหร่เมื่อนั้น โกหกใจว่าให้หยุดรัก)

ตั้งใจว่าสิซังคักคัก แต่กะเฮ็ดบ่ได้ซักที
(ตั้งใจว่าจะเกลียดมากๆ แต่ก็ทำไม่ได้สักที)

ซังได้ซังแล้ว บ่จ่งไว้เฮ็ดแนวดอก
(เกลียดได้เกลียดแล้ว ไม่เหลือเอาไว้ทำพันธุ์หรอก)

กะอ้ายมาหลอก มาตั๋ว มาเฮ็ดกันคักปานนี้
(ก็พี่มาหลอก มาโกหก มาทำกันขนาดนี้)

ซังได้ซังแล้ว แต่ซังบ่ได้อิหลี
(เกลียดได้เกลียดแล้ว แต่ก็เกลียดไม่ได้จริงๆ)

บ่แม่นใจบ่มักดี แต่ย้อนฮักอ้ายนี้ตี๊
(ไม่ใช่ใจไม่รักดี แต่เพราะรักพี่นี่แหละ)

เลยซังบ่ได้
(เลยเกลียดไม่ได้)

บ่แม่นใจบ่มักดี แต่ย้อนฮักอ้ายนี้ตี๊
(ไม่ใช่ใจไม่รักดี แต่เพราะรักพี่นี่แหละ)

เลยซังบ่ได้
(เลยเกลียดไม่ได้)

ซังได้ซังแล้ว – PALMY

ซังได้ซังแล้ว – ต่าย อรทัย

 

 

 

-ads-

SRY ย่อมาจากอะไร

SRY ย่อมาจาก sorry แปลว่า ขอโทษซุ้งเป็นคำที่ใช้ตอนที่รู้สึกผิด

คำนี้จะไช้ได้ในทุกที่เช่นในเกม

ที่มา:https://dict.longdo.com/search/sorry

-ads-

โรคหอบหืด

0

โรคหอบหืดคืออะไร

โรคหอบหืด คือภาวะของปอด ซึ่งทำให้การหายใจติดขัดมีเสียงหวีด ไอ หายใจไม่ทัน มักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และอาการอาจหายได้เมื่อโตขึ้น หรืออาจกลับมาเป็นอีกได้ ในบางรายอาจเริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่อเวลาเป็นผู้ใหญ่
ผู้ป่วยอาจเริ่มไอหรือหายใจมีเสียงหวีดเมื่อ:

  • ออกกำลังกาย
  • สูดหายใจสารก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้เข้าไป เช่น ฝุ่นละออง ละอองเกสร เชื้อรา หรือ ขนสัตว์
  • สูดหายใจสารก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อปอด เช่น อากาศเย็น ไวรัส และควันบุหรี่

เมื่อผู้ป่วยมีอาการไอและหายใจมีเสียงหวีด นั่นแสดงว่าโรคหืดกำเริบ
เมื่อโรคกำเริบ:

  • ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงไม่กี่นาทีหรือนานหลายวัน
  • ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ปานกลาง หรือรุนแรง
  • อาการสามารถกำเริบได้ทุกที่ ทุกเวลา
  • อาจรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้

ดังนั้นจึงจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

โรคหอบหืดเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อมีอาการหอบหืด เยื่อบุทางเดินหายใจในปอดจะบวมขึ้นเล็กน้อย เมื่อออกกำลังกายหรือหายใจสิ่งที่กระตุ้นอาการหอบหืดเข้าไปจะทำให้เกิดอาการดังนี้

  • กล้ามเนื้อทางเดินหายใจเกร็งตัว
  • เยื่อบุทางเดินหายใจบวมขึ้น
  • มีการผลิตน้ำมูกและสารคัดหลั่งมากเกินไป

เมื่อเกิดอาการเหล่านี้ ทางเดินหายใจจะตีบเล็กลง ทำให้อากาศผ่านเข้าออกได้ยากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการ

  • แน่นหน้าอก
  • หายใจไม่ทัน
  • ไอ
  • หายใจมีเสียงหวีด

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีอาการหอบหืด

แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยโรคโดย

  • สอบถามถึงอาการทางด้านการหายใจ
  • ตรวจร่างกาย
  • ตรวจวินิจฉัยด้วยการตรวจสมรรถภาพปอด

แพทย์อาจทำการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังได้รับยาโรคหืดเพื่อตรวจสอบว่ายาสามารถช่วยบรรเทาอาการได้หรือไม่

วิธีการรักษา

เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ปกติ ผู้ป่วยจำเป็นต้อง

  • ใช้ยาตามคำแนะนำแพทย์ไม่ว่าจะเป็นยาสูดพ่นหรือยาทาน
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นอาการ หายใจติดขัด

ยารักษาโรคหืดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ยาบรรเทาอาการฉับพลันและยาควบคุมโรคระยะยาว

  • ยาบรรเทาอาการฉับพลันช่วยเปิดทางเดินหายใจเพื่อให้อากาศผ่านเข้าออกได้ ใช้รักษาอาการหอบหืดกำเริบ บางครั้งจะเรียกว่ายากลุ่มนี้ว่าเป็นยา rescue medicine เพราะออกฤทธิ์เร็ว อัลบูเทอรอล (albuterol) คือยาชนิดหนึ่งที่ใช้มากในผู้ป่วยโรคหืด
  • ยาควบคุมโรคระยะยาวช่วยป้องกันไม่ให้ทางเดินหายใจบวม มักต้องใช้ระยะยาว หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการหายใจหวีดจะไม่สามารถใช้ยากลุ่มนี้เพื่อหยุดอาการกำเริบของโรคหืดได้ แต่ยาจะช่วยป้องกันอาการได้เมื่อใช้ยาเป็นประจำทุกวัน

ยาบรรเทาอาการอยู่ในรูปยาพ่นหรือยาสูด ยากลุ่มอื่นอาจจะอยู่ในรูปของยาพ่น ยาสูด หรือยาเม็ด

แพทย์จะแนะนำยาที่เหมาะกับอาการของผู้ป่วยแต่ละคน

  • ผู้ป่วยควรพกยาบรรเทาอาการติดตัวอยู่เสมอ และใช้เมื่อเริ่มไอหรือหายใจติดขัดหรือมีเสียงหวีด
  • ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องใช้ยาควบคุมโรคทุกวันร่วมด้วยเช่นกัน

ผู้ป่วยจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้ยาพ่นหรือยาสูดอย่างถูกต้อง

  • ให้แพทย์หรือพยาบาลอธิบายวิธีการใช้ยาพ่นหรือยาสูดที่ถูกต้อง เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมักมีวิธีการใช้แตกต่างกัน ยาบางตัวผู้ป่วยอาจจะต้องเม้มริมฝีปากรอบเครื่องพ่นยา ในขณะที่บางตัวอาจจะต้องถือห่างจากปากแล้วพ่น
  • ให้เภสัชกรอธิบายวิธีดูว่าตัวยาหมดแล้วหรือยัง

ที่มา : https://www.medparkhospital.com/

ที่มารูปภาพ : https://www.princsuvarnabhumi.com/

-ads-

โรคพิษสุราเรื้อรัง

0

โรคพิษสุราเรื้อรัง เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานานจนไม่สามารถเลิกดื่มได้ แม้รู้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันก็ตาม ซึ่งหากหยุดดื่มอาจก่อให้เกิดอาการขาดสุรา เช่น มือสั่น หงุดหงิด อาเจียน สันสน หรือประสาทหลอน เป็นต้น โดยผู้ที่ประสบปัญหานี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการบำบัดอย่างถูกต้อง

อาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรังอาจมีอาการแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไป อาการบ่งชี้ของโรคนี้มี 3 ระยะ ได้แก่

ระยะแรก

  • หันไปพึ่งแอลกอฮอล์เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา
  • ต้องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมึนเมา
  • จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้
  • ไม่ต้องการแบ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับผู้อื่น
  • รู้สึกอยากดื่มแอลกอฮอล์ตลอดเวลา
  • รู้สึกผิดหลังจากดื่มแอลกอฮอล์

ระยะกลาง

  • ไม่สามารถควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ได้ แม้รู้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพ หรือส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว
  • ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองออกจากการดื่มแอลกอฮอล์
  • มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปและมีอารมณ์แปรปรวน

ระยะรุนแรง

  • มีอาการขาดสุราเมื่อหยุดดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหงื่อออก ตัวสั่น มือสั่น หงุดหงิด คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย สับสน หัวใจเต้นเร็ว หรือประสาทหลอน เป็นต้น

สาเหตุของโรคพิษสุราเรื้อรัง

ปัจจุบันในทางการแพทย์ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของโรคพิษสุราเรื้อรังได้อย่างแน่ชัด แต่คาดว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากส่งผลให้สารเคมีในสมองเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดความรู้สึกสุขสมตามมา จนอาจทำให้ความรู้สึกดังกล่าวส่งผลต่อผู้บริโภคให้ต้องการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ และเกิดการเสพติดในที่สุด ซึ่งหากหยุดดื่มอาจมีอาการขาดสุราตามมาจึงทำให้เลิกดื่มได้ยากไปด้วย

โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มต่อไปนี้ อาจเสี่ยงต่อโรคพิษสุราเรื้อรังมากกว่าคนทั่วไป

  • ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ
  • มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเภท เป็นต้น
  • เผชิญกับแรงกดดัน หรือรู้สึกเครียดเป็นประจำ
  • มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ
  • มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง
  • อยู่ในชุมชนที่คนส่วนใหญ่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

การวินิจฉัยโรคพิษสุราเรื้อรัง

หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการบ่งชี้ของโรคพิษสุราเรื้อรัง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง โดยวิธีวินิจฉัยโรคพิษสุราเรื้อรัง มีดังนี้

  • แพทย์จะสอบถามพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ป่วย ทั้งจากตัวผู้ป่วยเองและคนใกล้ชิด รวมถึงสอบถามประวัติทางการแพทย์และตรวจร่างกายเบื้องต้น
  • ตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือใช้การสร้างภาพทางรังสีวิทยา เพื่อตรวจหาความผิดปกติของร่างกายที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคพิษสุราเรื้อรัง
  • ใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา เช่น แบบสอบถามเกี่ยวกับความคิด พฤติกรรม ความรู้สึก และอาการผิดปกติของผู้ป่วย หรือหลักเกณฑ์สำหรับวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตฉบับที่ 5 (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders 5: DSM 5) เป็นต้น เพื่อประเมินสุขภาพจิตของผู้ป่วย

การรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง

การรักษาโรคพิษสุราเรื้อรังมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยหยุดดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

การถอนพิษสุรา

อาจเรียกว่าช่วงล้างพิษ จัดเป็นขั้นตอนแรกของการรักษาโรคนี้ โดยแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดดื่มหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับให้ยาบรรเทาอาการขาดสุราควบคู่ไปด้วย

การฟื้นฟูสมรรถภาพ

เป็นการเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้จักควบคุมพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของตัวเอง

การให้คำปรึกษาทางจิต

เพื่อบำบัดความผิดปกติทางจิตที่เป็นสาเหตุของโรคพิษสุราเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นการบำบัดแบบกลุ่มหรือการบำบัดรายบุคคล โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ที่มา : https://www.pobpad.com

-ads-

โรคตับแข็ง

0

โรคตับแข็ง

โรคตับแข็ง คือภาวะที่ตับมีการก่อตัวของเนื้อเยื่อพังผืดส่วนเกิน อันเป็นผลจากภาวะตับอักเสบเรื้องรังจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุราเรื้อรัง ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง หรือไขมันคั่งในตับ เป็นต้น เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน ตับจะทำการซ่อมแซมตัวเอง กระบวนการซ่อมแซมจะสร้างเนื้อเยื่อพังผืดสะสมจนเกิดเป็นโรคตับแข็ง ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้ปกติ โรคตับแข็งระยะท้ายๆเป็นภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับอีกด้วย

โรคตับแข็งในระยะท้ายส่งผลให้เกิดความเสียหายของตับอย่างถาวร แต่หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ และรักษาอย่างเหมาะสม ก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความบาดเจ็บเสียหายที่จะเพิ่มตามมาได้

อาการของโรคตับแข็ง

ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งมักจะไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าตับจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยอาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • เลือดออกง่าย หรือเป็นจ้ำเลือดได้ง่าย
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้
  • ขา เท้า หรือข้อเท้าบวม
  • น้ำหนักลด
  • อาการคันที่ผิวหนัง
  • ภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • มีน้ำสะสมในช่องท้อง ทำให้ท้องโตขึ้น (ภาวะท้องมาน)
  • เกิดเส้นเลือดฝอยลักษณะคล้ายใยแมงมุมที่บริเวณหน้าอก หรือแผ่นหลัง
  • ฝ่ามือแดงเข้มขี้น
  • สำหรับผู้หญิง จะเกิดการหมดประจำเดือนหรือประจำเดือนขาดที่ไม่เกี่ยวกับวัยหมดประจำเดือน
  • สำหรับผู้ชาย จะพบความผิดปกติทางเพศ ลูกอัณฑะฝ่อ หรือเต้านมโต
  • รู้สึกสับสน ซึมลง หรือพูดไม่ชัด

 

สาเหตุโรคตับแข็ง

  • การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซี และดี
  • โรคไขมันคั่งตับที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์
  • ภาวะฮีโมโครมาโตซิส
  • โรคซิสติกไฟโบรซิส
  • โรควิลสัน
  • โรคท่อน้ำดีตีบตันในทารก
  • การขาดสารต้านทริปซินอัลฟ่า-1
  • โรคกาแลคโตซีเมียหรือภาวะที่มีการสะสมไกลโคเจนในตับมากผิดปกติ
  • โรคตับที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคตับอักเสบจากภูมิต้านตนเอง โรคท่อน้ำดีอักเสบจากภาวะภูมิต้านตนเองทั้งท่อน้ำดีขนาดใหญ่และขนาดเล็ก

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคตับแข็ง

  • การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป – การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคตับแข็ง
  • โรคอ้วน – การมีน้ำหนักเกิน จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะต่างๆ ที่อาจนำไปสู่โรคตับแข็งได้ เช่น โรคไขมันคั่งตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์
  • ไวรัสตับอักเสบ – เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบและตับแข็งทั่วโลก

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคตับแข็ง

  • ความดันโลหิตในหลอดเลือดพอร์ทัลภายในช่องท้องสูง –โรคตับแข็งจะเพิ่มความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลที่ไหลไปยังตับ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้แก่ ขาบวม ท้องมาน ม้ามโต รวมไปถึงมีภาวะตกเลือดจากเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร
  • การติดเชื้อ – ผู้ป่วยโรคตับแข็งมีภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่สามารถต้านทานการติดเชื้อได้ดี ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงมากขี้น
  • ภาวะทุพโภชนาการ – เกิดจากการดูดซึมอาหารได้น้อยลง ทำให้น้ำหนักตัวลดและรู้สึกอ่อนเพลีย
  • ภาวะซึม สับสนจากการทำงานบกพร่องของตับ – เกิดจากภาวะที่มีสารพิษสะสมในร่างกาย เนื่องจากตับที่เสียหาย ไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากเลือดได้ ส่งผลต่อสมอง เกิดความสับสนและเข้าสู่อาการโคม่าได้
  • ดีซ่าน – ผิวหนังและตาขาวจะมีสีเหลือง และปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นเพราะตับไม่สามารถกำจัด สารเหลืองหรือบิลิรูบินออกจากเลือดได้
  • โรคกระดูก – ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งอาจมีความหนาแน่นของกระดูกลดลงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้สูงขึ้น
  • ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับสูงขึ้น
  • ภาวะการทำงานของตับล้มเหลวเฉียบพลันแทรกซ้อนในผู้ป่วยตับแข็งเรื้อรัง – ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะกระตุ้นต่าง ๆ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ ทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆล้มเหลวลง

วิธีป้องกันโรคตับแข็ง

  • หยุดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อเป็นโรคตับแข็ง
  • ทานอาหารเพื่อสุขภาพ – รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ โดยเน้นอาหารจำพวก พืชผักเป็นส่วนประกอบหลัก ได้แก่ ผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไร้มัน ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมัน
  • รักษาดัชนีมวลกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ – ไขมันที่สะสมในร่างกายรวมถึงในตับสามารถทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังได้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแผนการลดน้ำหนักหากมีน้ำหนักเกิน
  • ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคตับอักเสบ – หลีกเลี่ยงการใช้เข็มร่วมกันและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบ บีและซีได้

ที่มา : https://www.medparkhospital.com/

ที่มารูปภาพ : https://www.aladinplaza.com/

-ads-

โรคไต

0

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าไตมีหน้าที่กำจัดของเสีย ควบคุมความเป็นกรด-ด่างในกระแสเลือด ควบคุมความสมดุลของเกลือแร่ และควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นเมื่อไตทำงานผิดปกติ หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จะทำให้เกิดภาวะเลือดจางและขาดวิตามินได้ โดยโรคร้ายนี้มีอยู่หลายชนิด และที่พบได้บ่อย ได้แก่ กรวยไตอักเสบ ไตอักเสบ นิ่วในไต ไตเรื้อรัง และไตวาย

โรคไต ชื่อคุ้นหูแต่สาเหตุไม่คุ้นตา

โรคนี้อาจมีความเข้าใจผิด ๆ ว่าเลี่ยงทานเค็มเท่ากับเลี่ยงโรคไต ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้วยังมีสาเหตุต่าง ๆ อีกมากมาย โดยสาเหตุของการเกิดโรคนี้ ได้แก่

  • จากพันธุกรรม โดยอาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือค่อย ๆ แสดงอาการในภายหลังก็ได้
  • เกิดจากโรคอื่นที่มีผลกระทบกับไต เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น
  • การทานอาหารรสจัดไม่ใช่เพียงแค่รสเค็ม รวมไปถึงหวานจัด หรือเผ็ดจัดด้วยเช่นกัน
  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • มีความเครียด

 

โซเดียมสูงเสี่ยงไต

โซเดียม คือเกลือแร่ชนิดหนึ่งที่มีเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากรับประทานเข้าไปในปริมาณมากอาจจะทำให้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไต เพราะปริมาณโซเดียมที่มากจะทำให้ไตไม่สามารถขับโซเดียมออกไปได้จนเกิดการสะสมไว้ในเลือด เมื่อมีโซเดียมมากไตก็จะยิ่งทำงานหนักผลที่ตามมาคือ ในหน่วยไตจะเกิดความดันสูงขึ้นจนเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะและนำพาไปสู่ภาวะไตเสื่อมในที่สุด พูดมาถึงจุดนี้หลายคนอาจจะพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูงจำพวกน้ำปลา และเกลือ แต่ในความเป็นจริงแล้วโซเดียมยังอยู่ในอาหารอีกหลายรูปแบบ ได้แก่

  • เครื่องปรุงรส เช่น ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำจิ้มสุกี้
  • อาหารแปรรูป เช่น เบคอน แฮม ผักกาดดอง ผลไม้กระป๋อง และไข่เค็ม
  • อาหารกึ่งสำเร็จรูป 

อาการของโรคไต

เนื่องจากไตเป็นอวัยวะที่ไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองให้กลับมาสมบูรณ์ได้ การเกิดความผิดปกติกับไตจึงเป็นเรื่องอันตราย โดยในช่วงแรกผู้ป่วยโรคไตแทบจะไม่มีสัญญาณของโรคร้ายนี้เลย แต่อาการจะปรากฏออกมาในระยะท้าย ๆ ที่ไตได้รับความเสียหายไปมากแล้ว จนในระดับสูงสุดอาจเกิดอาการไตวาย และเสียชีวิตได้ อาการของผู้ป่วยโรคไตที่ปรากฏมีดังนี้

  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีกลิ่นผิดปกติ มีสีผิดปกติ เป็นต้น
  • ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีอาการเบื่ออาหาร
  • ตัวบวมเนื่องจากมีน้ำและเกลือในร่างกายปริมาณมาก
  • ปวดหลัง ปวดบั้นเอว

 

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต

  • มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน โรคเกาต์ เป็นต้น
  • มีมวลไตลดลง
  • มีความดันโลหิตสูง
  • คนในครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคไต
  • อายุมากกว่า 60 ปี

ที่มา : https://www.petcharavejhospital.com/th

ที่มารูปภาพ : http://www.firstphysioclinic.com/

-ads-

โรคความดันโลหิตสูง

0

โรคความดันโลหิตสูงถือเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหัวใจของเรา ทำให้เกิดโรคร้ายตามมา ไม่ว่าจะเป็น ภาวะหัวใจวาย โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ            โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ความน่ากลัวของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และจะเป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรงถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้

อาการความดันโลหิตสูงเป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการแต่อย่างใด อาจมีอาการปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ เวียนศีรษะ บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะตุบๆ เหมือนไมเกรน ในผู้ป่วยที่เป็นมานาน อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ  และเมื่อมีอาการมากอาจโคมา และเสียชีวิตได้

หากปล่อยไว้นาน ไม่รักษา! อาจส่งผลเสียต่อร่างกายดังนี้

  • เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ไตวายเรื้อรัง
  • หลอดเลือดหัวใจหนา หัวใจขาดเลือด หัวใจวาย
  • หลอดเลือดตีบ โป่งพอง เลือดไปเลี้ยงอวัยวะได้น้อยลง
  • มีผลต่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาเสื่อม
  • เป็นสาเหตุของอัมพฤกษ์ อัมพาต

ระดับความดันโลหิตเท่าไรเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง

เราสามารถเช็คว่าเป็นความดันโลหิตสูงได้หรือไม่ ด้วยวิธีการวัดความดันโลหิต หากมีค่าความดันซิสโตลี (ค่าความดันตัวบน) มากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท (mm/Hg) หรือ ค่าความดันไดแอสโตลี (ค่าความดันตัวล่าง) มากกว่าหรือเท่ากับ 90 (mm/Hg) โดยวัดในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะพัก นั่นหมายถึงคุณกำลังมีอาการของโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง เพชฌฆาตเงียบทำลายหัวใจ

  1. โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะแรงกดดันในหลอดเลือดแดงที่มีค่าสูงเกินปกติ (140/90 มิลลิเมตรปรอท)

  2. ความดันโลหิตสูง ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัวและถ้าไม่ได้รักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะยืดออกและเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ ดังนั้นถ้าป้องกันความดันโลหิตสูง ก็สามารถป้องกันอันตรายจากโรคหัวใจได้

  3. ความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติหรือสัญญาณเตือน ยกเว้นผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระยะรุนแรงก็อาจมีอาการแสดง เช่น ปวดศีรษะรุนแรง หายใจได้สั้นลง เลือดกำเดาไหล

  4. นอกจากโรคความดันโลหิตสูงที่เสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น หากเป็นโรคเบาหวาน โรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคอ้วน ก็สามารถเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน

  5. สามารถป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วยการ ลดกินเกลือ (โซเดียม) เพิ่มการรับประทานผักผลไม้(รสหวานน้อย) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้อยลง งดสูบบุหรี่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่

ที่มา : https://www.sikarin.com/health/

ที่มารูปภาพ : https://www.rattinan.com/hypertension/

-ads-

แปลเพลง Lil Boo Thang – Paul Russell

[Intro]

Look, let me tell you (Girl)

ฟังนะ, ผมมีอะไรจะบอกคุณคับเตง

 

[Chorus]

You my lil’ boo thang

คุณคือยัยหนูของผม

 

So I don’t give a hoot what your dude say, girl, I know

เพราะงั้นผมไม่สนหรอกว่าไอ่แฟนเก่าคุณจะบอกว่าคุณเป็นยังไง, ผมเชื่อใจเตง

 

You a lil’ too tame

คุณดูน่ารักตะมุตะมิเกิน

 

I’ll be shootin’ that shot like 2K, girl, I know

ผมจะจีบคุณให้ได้ ยัยหนู ผมรู้

 

Tell ’em I’m, tell ’em I’m next

บอกเขาไปว่าผมอ่ะ จะเป็นคนถัดไป

 

Tell ’em you found a lil’ somethin’ too fresh, I know

บอกเขาไปว่าคุณเจอคนสดใหม่แล้ว

 

Tell ’em I’m, tell ’em I’m next

บอกเขาไปว่าผมอ่ะ จะเป็นคนถัดไป

 

Tell ’em you found a lil’ somethin’ too fresh, I know

บอกเขาไปว่าคุณเจอคนสดใหม่แล้ว

 

[Verse]

Put a lil’ gold in the teeth

จัดฟันแบบใส่ทองอ่ะคับ

 

And the fit good, so I took the doors off the Jeep, okay

แต่งตัวมาดูดี, เพราะงั้นเปิดประตูรถจีพโชว์หน่อยดีกว่า

 

I see a brother holdin’ your seat, no beef

ผมเห็นว่ามีไอ้หนุ่มมาแอบนั่งที่คุณ ไม่ได้ว่านะ

 

But I’m tryna get to know you at least

แต่อย่างน้อยขอให้เรารู้จักกันหน่อยได้ป่ะ

 

Don’t take my talkin’ to you wrong

อย่าเข้าใจที่ผมพูดกับคุณผิดไปนะ

 

I can keep it chill like a sauvignon blanc

ผมเป็นคนชิลๆ เหมือนรสไวน์โซวีญงบล็อง

 

I’ma keep it real when your man long gone

ผมจะเปิดตัวเป็นแฟนคุณ ถ้าแฟนเก่าคุณมันหายหัวไปนานแล้ว

 

If you’re lookin’ for a friend, then you got thе wrong song

แต่ถ้าคุณต้องการแค่เป็นเพื่อนล่ะก็ งั้นเพลงนี้ก็ไม่ได้แต่งมาเพื่อคุณ

 

[Pre-Chorus]

Baby girl, what’s good, what’s with ya?

ยัยหนูน้อย, ว่าไงคับ, เตงว่าไง?

 

If you booked tonight, that’s fiction

ถ้าคุณไปด้วยกันคืนนี้ มันคงเยี่ยมเลย

 

I’m outside, no pictures

ผมอยู่ข้างนอกแล้ว ไม่บอกว่าอยู่ไหน

 

You want me, go figure

ถ้ามีใจ ก็ลองมาตามหาผมดู

 

To the back, to the front

ทั้งข้างหน้า หรือข้างหลัง

 

You a ten, baby girl, but I’m the one (Hey)

คุณเต็มสิบ ยัยหนูน้อย แต่ผมคือคนที่ใช่สำหรับคุณ

 

To the back, to the front

ทั้งข้างหน้า หรือข้างหลัง

 

You a ten, baby girl, but I’m the one (One)

คุณเต็มสิบ ยัยหนูน้อย แต่ผมคือนัมเบอร์วัน

 

[Chorus]

You my lil’ boo thang

คุณคือยัยหนูของผม

 

So I don’t give a hoot what your dude say, girl, I know

เพราะงั้นผมไม่สนหรอกว่าไอ่แฟนเก่าคุณจะบอกว่าคุณเป็นยังไง, ผมเชื่อใจเตง

 

You a lil’ too tame

คุณดูน่ารักตะมุตะมิเกิน

 

I’ll be shootin’ that shot like 2K, girl, I know

ผมจะจีบคุณให้ได้ ยัยหนู ผมรู้

 

Tell ’em I’m, tell ’em I’m next

บอกเขาไปว่าผมอ่ะ จะเป็นคนถัดไป

 

Tell ’em you found a lil’ somethin’ too fresh, I know

บอกเขาไปว่าคุณเจอคนสดใหม่แล้ว

 

Tell ’em I’m, tell ’em I’m next

บอกเขาไปว่าผมอ่ะ จะเป็นคนถัดไป

 

Tell ’em you found a lil’ somethin’ too fresh, I know

บอกเขาไปว่าคุณเจอคนสดใหม่แล้ว

 

[Bridge]

Ayy

Girl, you got me

เตง, คุณทำผมต้อง

 

I’m singin’, it’s like

ร้องแบบว่า

 

Oh-ooh, oh-ooh, you got the best of my love

อู้ว~ คุณได้ความรักผมไปทั้งใจ

 

Oh-ooh, oh-ooh, you got the best of my, my

อู้ว~ คุณได้ความรักผมไปทั้ง-

 

Oh-ooh, oh-ooh, you got the best of my love

อู้ว~ คุณได้ความรักผมไปทั้งใจ

 

Oh-ooh, oh-ooh, and in that dress I’m like (Woah)

อู้ว~ แต่งตัวแบบนั้นมันทำให้ผม ว้าว

 

[Chorus]

You my lil’ boo thang (Yeah)

คุณคือยัยหนูของผม

 

So I don’t give a hoot what your dude say, girl, I know

เพราะงั้นผมไม่สนหรอกว่าไอ่แฟนเก่าคุณจะบอกว่าคุณเป็นยังไง, ผมเชื่อใจเตง

 

You a lil’ too tame

คุณดูน่ารักตะมุตะมิเกิน

 

I’ll be shootin’ that shot like 2K, girl, I know

ผมจะจีบคุณให้ได้ ยัยหนู ผมรู้

 

Tell ’em I’m, tell ’em I’m next

บอกเขาไปว่าผมอ่ะ จะเป็นคนถัดไป

 

Tell ’em you found a lil’ somethin’ too fresh, I know

บอกเขาไปว่าคุณเจอคนสดใหม่แล้ว

 

Tell ’em I’m, tell ’em I’m next

บอกเขาไปว่าผมอ่ะ จะเป็นคนถัดไป

 

Tell ’em you found a lil’ somethin’ too fresh, I know

บอกเขาไปว่าคุณเจอคนสดใหม่แล้ว

 

 

-ads-

วิธีแก้อาการนอนหลับยาก (Insomnia)

0

โรคนอนไม่หลับเป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาใช้เวลาทำให้หลับนานกว่าปกติ โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์สามารถเข้าสู่ภวังค์แห่งการหลับไหลได้ ภายใน 15-20 นาที หากแต่คนที่เป็นโรคนอนไม่หลับ อาจใช้เวลานานกว่าชั่วโมง หรืออาจจมากกว่านั้น ซึ่งสามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งกายและจิตใจได้ โรคนอนไม่หลับสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคนอนไม่หลับ

  • ปัจจัยทางสมอง : การทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและส่วนประสาทออโรกซินของสมองที่เกี่ยวข้องกับการหลับ-ตื่นอาจมีผลต่อการนอนหลับของผู้ป่วย หรือโรคทางสมองที่เกี่ยวข้องกับการนอนไม่หลับได้แก่โรคซึมเศร้า โรคซึมเศร้าหมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยมีอารมณ์เสียหรือไม่มีความสุข ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการหลับของผู้ป่วย
  • ปัจจัยทางสุขภาพ : อาการเจ็บป่วย อายุที่มากขึ้น หรือโรคประจำตัวก็เป็นปัจจัยที่ทำให้นอนไม่หลับ
  • ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม : การนอนในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ระดับเสียงสูง แสงสว่าง อุณหภูมิห้องไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการหลับของผู้ป่วย

การวินิจฉัยโรคนอนไม่หลับจะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับของผู้ป่วย และสามารถวินิจฉัยได้โดยการตรวจสอบประวัติการนอนของผู้ป่วย การตรวจสอบสมรรถภาพทางร่างกาย และการตรวจสอบระบบประสาทของผู้ป่วย หากผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับเป็นเวลานาน ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

  1. เปลี่ยนพฤติกรรม
    การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนอนอาจช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้ เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การหลีกเลี่ยงการใช้สื่อเพื่อความบันเทิงก่อนนอน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการนอน การเพิ่มเวลาการนอนในช่วงกลางวัน และการลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาแฟและน้ำชา
  2. การใช้ยา
    ยานอนหลับเป็นวิธีการรักษาโรคนอนไม่หลับที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย โดยที่ยาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น ยาซูโวเร็กแซนต์และเลมโบเร็กแซนต์ ที่เป็นยากลุ่ม dual orexin receptor antagonist ที่มีฤทธิ์ปิดกั้นตัวรับ orexin 1 และ 2 ในสมอง ซึ่งจะช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้
  3. การทำวิธีการผ่อนคลาย
    วิธีการผ่อนคลายเป็นวิธีที่ช่วยลดความเครียดและช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คนที่มีปัญหานอนไม่หลับน้อยลง วิธีการผ่อนคลายที่แนะนำได้แก่การฟังเพลงที่ช่วยผ่อนคลายหรือการทำโยคะ นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีการหายใจลึกๆ และการนั่งสมาธิเพื่อผ่อนคลายเช่นกัน
  4. การปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน
    เรียนรู้การบริหารความเครียด และการจัดการอารมณ์ เพราะผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับกว่า 45% เป็นวัยทำงานตั้งแต่ช่วงอายุ 40-50 ปี มักจัดอยู่ในกลุ่มวัยกลางคน หัวหน้างาน หรือระดับผู้บริหารที่ต้องแบกรับภาระและความรับผิดชอบเรื่องงาน ทำให้เกิดความเครียดสะสมซึ่งบางครั้งเกิดเป็นภาวะซึมเศร้าชั่วคราวโดยไม่รู้ตัว ส่งผลเสียต่อสุขภาพการนอน ทำให้นอนไม่หลับ การปรับวิธีคิดในการทำงานเพื่อบริหารความเครียดจึงเป็นสิ่งจำเป็นต้องการรักษาโรคนอนไม่หลับ

ที่มา : https://dwpharma.co/cure-insomnia-naturally/

-ads-

Atelophobia คืออะไร ?

0

Atelophobia คืออะไร
Atelophobia คือโรคชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคกลัวชนิดเฉพาะเจาะจง ซึ่งคำว่า Atelophobia มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก โดยคำว่า Atelo แปลว่า ความไม่สมบูรณ์แบบ และคำว่า phobia แปลว่า ความกลัว จึงรวมกันหมายถึง อาการกลัวความไม่สมบูรณ์แบบนั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรค Atelophobia
ในส่วนของสาเหตุที่ทำให้เป็นโรค Atelophobia มักมาจากความกลัวที่ฝังใจในวัยเด็ก รวมทั้งการเลี้ยงดูของผู้ใหญ่ที่ไม่ส่งเสริมการจัดการความรู้สึกด้วยตัวเอง หรืออาจจะส่งเสริมได้ไม่ดีพอ และมักเกิดกับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ญาติพี่น้องมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งครอบครัวที่คาดหวังกับลูกมากจนเกินไป และแม้แต่การอยู่ในสภาพสังคมที่มักมีการชิงดีชิงเด่นกันก็ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นและวัยทำงานเสี่ยงเป็นโรคชนิดนี้ด้วยเช่นกัน

อาการของโรค Atelophobia
ในส่วนของอาการโรค Atelophobia นั้น ผู้ป่วยมักมีความวิตกกังวลในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่บ่อยๆ กลัวว่าสิ่งที่ทำนั้น ผลลัพธ์จะออกมาไม่ดีเท่าที่ควร และหากทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกมาจนผลลัพธ์ที่ได้ไม่ตรงตามที่หวังไว้ จะทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนล้มเหลว และทำให้เกิดความเครียด จนส่งผลต่อการมีภาวะซึมเศร้าได้ สำหรับอาการโดยทั่วไปของโรคชนิดนี้ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนก็คือ มักวิตกกังวลอย่างรุนแรง หายใจสั้น หายใจหอบ และหายใจถี่ การเต้นของหัวใจไม่เป็นจังหวะ เหงื่อแตก คลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง คอแห้ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ขาดสมาธิ อยู่ไม่เป็นสุข ตัวสั่น อ่อนแรง ปวดหัว เก็บตัว และมักสูญเสียการควบคุมอารมณ์และการกระทำ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/172921/

-ads-