หน้าแรก บล็อก

Tell your world

หาก “World is Mine” คือเพลงที่สถาปนาให้ ฮัตสึเนะ มิคุ กลายเป็นเจ้าหญิงแห่งโลกดิจิทัล เพลง “Tell Your World” ก็คือเพลงที่หลอมรวมหัวใจของผู้คนทั้งโลกให้เป็นหนึ่งเดียว และประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่าวัฒนธรรม Vocaloid นั้นยิ่งใหญ่และงดงามเพียงใด เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในปี 2012 โดย kz โปรดิวเซอร์ระดับตำนานแห่งโปรเจกต์ livetune เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบโฆษณาเบราว์เซอร์ Google Chrome ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแคมเปญนั้นมาพร้อมสโลแกนที่ว่า “Everyone, Creator” (ทุกคนคือผู้สร้างสรรค์) และทันทีที่บทเพลงนี้พร้อมภาพแอนิเมชันสีสันสดใสถูกเผยแพร่ออกไป มันไม่ได้เพียงแค่สร้างความฮือฮาในวงการไอที แต่ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนมุมมองของสาธารณชนที่มีต่อโวคาลอยด์ไปตลอดกาล

​เนื้อหาและใจความสำคัญของ Tell Your World คือการเฉลิมฉลองพลังแห่งการสร้างสรรค์และการสื่อสารในยุคอินเทอร์เน็ต ตัวเพลงเล่าถึงความรู้สึกของมนุษย์เราที่มีเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกมากมายที่ซ่อนอยู่ภายในใจ แต่บางครั้งมันก็ยากเกินกว่าจะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดเพื่อบอกให้ใครได้รับรู้ ทว่าเมื่อเรานำความรู้สึกเหล่านั้นมาผูกร้อยเข้ากับเสียงเพลง ดนตรีจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยง ถ่ายทอด “โลกของเรา” (Your World) ออกไปสู่ผู้คนภายนอก ประโยคสำคัญในเพลงที่พูดถึงการปล่อยวางเศษเสี้ยวของเสียงเพลงให้ลอยล่องไปในชั้นบรรยากาศ เพื่อเชื่อมต่อผู้คนทีละคนจนกลายเป็นเครือข่ายที่โอบกอดโลกทั้งใบเอาไว้ เป็นการสะท้อนภาพของชุมชนโวคาลอยด์ได้อย่างลึกซึ้ง ที่ซึ่งผู้คนจากต่างที่ต่างถิ่น ต่างภาษา สามารถเข้าใจและแบ่งปันความรู้สึกร่วมกันได้ผ่านเสียงร้องของเด็กสาวคนเดียวกัน

​ในส่วนของพาร์ตดนตรี kz (livetune) ได้โชว์อัจฉริยภาพในการเป็นราชาแห่งแนวเพลง Electro Pop และ Synth-Pop ของวงการโวคาลอยด์ เพลงนี้เปิดด้วยไลน์คีย์บอร์ดที่ให้ความรู้สึกระยิบระยับ สว่างไสว และเปี่ยมไปด้วยความหวัง ก่อนจะนำพาคนฟังเข้าสู่บีตอิเล็กทรอนิกส์ที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นชวนโยกตาม เสียงร้องของมิคุในเพลงนี้ถูกปรับแต่ง (Tune) ออกมาได้อย่างกลมกลืน ลื่นไหล และเต็มไปด้วยประกายของความสุข ซึ่งการดีไซน์ดนตรีที่ดูโมเดิร์น ย่อยง่าย แต่แฝงไปด้วยความอลังการนี้เอง ที่ทำให้เพลงนี้สามารถเข้าถึงหูของคนฟังกระแสหลัก (Mainstream) ได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งคนที่ไม่เคยฟังเพลงโวคาลอยด์มาก่อนก็ยังสามารถอินและซาบซึ้งไปกับทํานองนี้ได้

​ความยิ่งใหญ่ของ Tell Your World ทำให้เพลงนี้กลายเป็น “เพลงเปิดโลก” และเป็นอีกหนึ่งเพลงชาติที่ฮัตสึเนะ มิคุ ใช้ขับขานในคอนเสิร์ตใหญ่ทั่วโลกเพื่อขอบคุณแฟนๆ ทุกครั้ง ยามที่ท่อนฮุคสุดท้ายดังขึ้นพร้อมภาพของผู้คนนับหมื่นที่ร่วมกันร้องและโบกแท่งไฟ มันคือข้อพิสูจน์อันเป็นประจักษ์ว่า สิ่งที่ซอฟต์แวร์ตัวนี้ทำไม่ใช่แค่การเปล่งเสียงตามตัวโน้ต แต่คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งต่อความฝัน แรงบันดาลใจ และความเชื่อมโยงของมนุษยชาติ บทสรุปของเพลงนี้จึงเป็นบทกวีที่ยกย่องพลังของอินเทอร์เน็ตและเสียงดนตรี ว่าตราบใดที่เรายังคงกล้าที่จะแบ่งปันเรื่องราวของตัวเอง โลกใบนี้ก็จะไม่มีวันโดดเดี่ยว และเสียงเพลงของพวกเราจะเชื่อมถึงกันเสมอ

-ads-

World is Mine

เพลง “World is Mine” (หรือชื่อภาษาญี่ปุ่น ワールドイズマイン) คือเพลงระดับขึ้นหิ้งที่สถาปนาให้ ฮัตสึเนะ มิคุ (Hatsune Miku) ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าหญิงแห่งวงการ Vocaloid อย่างแท้จริง เพลงนี้ถูกปล่อยออกมาในปี 2008 โดยเป็นผลงานการแต่งของ ryo โปรดิวเซอร์อัจฉริยะแห่งวง supercell และภาพประกอบสุดน่ารักโดย redjuice ซึ่งทันทีที่เพลงนี้ถูกอัปโหลดลงบนเว็บไซต์ Nico Nico Douga มันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งคอมมูนิตี้ และกลายเป็นหนึ่งในเพลงโวคาลอยด์ที่โด่งดังและมีคนรู้จักมากที่สุดตลอดกาล

​เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เพลง World is Mine ครองใจคนฟังทั่วโลก คือการนำเสนอตัวตนของมิคุในฐานะ “เจ้าหญิงจอมเอาแต่ใจ” (Princess/Himedere) เนื้อหาของเพลงเล่าถึงมุมมองของเด็กสาวคนหนึ่งที่ประกาศตัวว่าเป็นเจ้าหญิงอันดับหนึ่งของโลก และเรียกร้องให้คนรักของเธอคอยเอาอกเอาใจทุกอย่าง ตั้งแต่การสังเกตทรงผมที่เปลี่ยนไป การชมว่าเธอน่ารัก การเตรียมอาหารเช้าให้ถูกต้อง ไปจนถึงการห้ามปฏิเสธคำขอของเธอ ทว่าภายใต้ท่าทีที่ดูเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจนั้น ryo ได้ซ่อนความน่ารักและความไร้เดียงสาของเด็กสาวที่กำลังอินเลิฟเอาไว้ เพราะในตอนท้ายของเพลง เจ้าหญิงคนนี้ก็หลุดปากสารภาพออกมาว่า แท้จริงแล้วเธอก็แค่อยากให้คนรักหันมาสนใจและมองเธอเป็นเจ้าหญิงในสายตาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ความขัดแย้งระหว่างความซึมและความน่ารักนี้เองที่ทำให้คนฟังตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย

​ในพาร์ตของดนตรี เพลงนี้คือส่วนผสมที่ลงตัวของ Pop Rock และ J-Pop ยุค 2000s ที่มีจังหวะสนุกสนานสดใส ไลน์กีตาร์ที่เฉียบคม และเสียงเบสที่เดินจังหวะอย่างมีชีวิตชีวา ryo สามารถดึงศักยภาพของซอฟต์แวร์ Vocaloid 2 ในยุคนั้นออกมาได้อย่างสูงสุด โดยเฉพาะเสียงสูงที่เป็นเอกลักษณ์และการใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงที่ดูแง่งอน เสริมด้วยท่อนจำระดับตำนานอย่างการตะโกนคำว่า “Ah!” ก่อนเข้าท่อนฮุค และคำเปิดประธานสุดคลาสสิกอย่าง “Sekai de ichiban ohime-sama” (เจ้าหญิงอันดับหนึ่งของโลก) ที่ไม่ว่าจะเปิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แฟนๆ ก็พร้อมที่จะตะโกนร้องตามกันได้ในทันที

​ความยิ่งใหญ่ของ World is Mine ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอดวิวในโลกออนไลน์ แต่เพลงนี้ได้กลายเป็น “เพลงชาติ” ประจำตัวของฮัตสึเนะ มิคุ ที่ต้องถูกนำมาแสดงในคอนเสิร์ตใหญ่ของเธอทุกครั้ง ยามที่โฮโลแกรมของมิคุปรากฏตัวบนเวทีในชุดเจ้าหญิงพร้อมกิริยาท่าทางสะบัดสะบิ้งแสนงอน เสียงเชียร์และแสงไฟสีเขียวมินต์จากแท่งไฟนับหมื่นจะสว่างไสวไปทั่วทั้งฮอลล์ บทสรุปของเพลงนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของเด็กสาวจอมเอาแต่ใจในบทเพลง แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า เพลงนี้และตัวตนของมิคุได้ครอบครองโลกแห่งความจริงของผู้ฟังทุกคน เหมือนดั่งชื่อเพลงที่ประกาศไว้ว่า “โลกใบนี้เป็นของฉัน” อย่างไม่มีข้อกังขา

-ads-

Black Rock Shooter

หากจะพูดถึงหนึ่งในไอคอนที่สะท้อนถึงยุคทองของวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตและการสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด ชื่อของ Black Rock Shooter (แบล็กร็อกชูเตอร์) จะต้องเป็นชื่อที่แฟนๆ หลายคนนึกถึงด้วยความอินและคิดถึงอย่างแน่นอน เรื่องราวของเด็กสาวผมทวินเทลผู้มีนัยน์ตาประกายไฟสีฟ้าดวงนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นมังงะหรืออนิเมะจากค่ายใหญ่ แต่เธอถือกำเนิดขึ้นมาจากภาพวาดภาพหนึ่งบนบล็อกส่วนตัวของศิลปินภาพประกอบที่ชื่อว่า huke ในปี 2007 ภาพของเด็กสาวในชุดสีดำสนิท ถือปืนยักษ์ที่ดูดุดันแต่แฝงไปด้วยความโดดเดี่ยวและลึกลับชวนค้นหา ได้ไปสะดุดตา ryo โปรดิวเซอร์วงดนตรีชื่อดังอย่าง supercell เข้าอย่างจัง จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ในการแต่งบทเพลงขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวให้กับภาพวาดนี้

​ประกายไฟสีฟ้าดวงนี้เริ่มลุกโชนกลายเป็นกระแสระดับปรากฏการณ์เมื่อ ryo นำเพลงที่แต่งขึ้นในชื่อเดียวกับตัวละครไปขับร้องผ่านซอฟต์แวร์ Vocaloid Hatsune Miku และปล่อยมิวสิกวิดีโอลงบนเว็บไซต์ Nico Nico Douga ในปี 2008 ดนตรีร็อกที่หนักหน่วง เนื้อหาที่พูดถึงการต่อสู้และความเจ็บปวด ผสมผสานกับลายเส้นและงานภาพสไตล์ดาร์กอนิเมะของ huke ได้หลอมรวมกันจนกลายเป็นกระแสไวรัลที่โด่งดังไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกของเสียงเพลง แต่ได้ทำลายกำแพงและขยายตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมบันเทิงเต็มรูปแบบ หรือที่เรียกว่า “มีเดียมิกซ์” (Media Mix) ทั้งในรูปแบบของแอนิเมชัน (OVA) ซีรีส์อนิเมะทางโทรทัศน์ เกม มังงะ และฟิกเกอร์โมเดลที่กลายเป็นของสะสมยอดฮิตในเวลาต่อมา

​เสน่ห์ที่น่าค้นหาและทำให้ Black Rock Shooter แตกต่างจากตัวละครอื่นๆ คือการที่เธอไม่มีเรื่องราวตายตัวตั้งแต่แรก สื่อแต่ละเวอร์ชันไม่ว่าจะเป็นอนิเมะหรือเกมต่างก็นำตัวละครนี้ไปตีความและสร้างจักรวาลของตัวเองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยหนึ่งในการตีความที่ตราตรึงใจแฟนๆ มากที่สุดคือในเวอร์ชันอนิเมะซีรีส์ ที่เล่าเรื่องราวคู่ขนานระหว่างโลกความจริงอันแสนวุ่นวายของเด็กสาวมัธยมต้นที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางอารมณ์ ความริษยา และความเจ็บปวดในความสัมพันธ์ กับโลกต่างมิติอันรกร้างที่ Black Rock Shooter และเหล่าเด็กสาวติดอาวุธคนอื่นๆ ต้องห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ตัวหนังได้สะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้ที่ดุเดือดในโลกแฟนตาซีนั้น แท้จริงแล้วคือสัญลักษณ์ของการแบกรับความทุกข์ใจและความเจ็บปวดแทนตัวตนในโลกความจริง เพื่อไม่ให้จิตใจของเด็กสาวในโลกจริงต้องแตกสลายไป

-ads-

Vocaloid คืออะไร?

หากมองย้อนกลับไปในอดีต คงไม่มีใครคาดคิดว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อจำลองเสียงร้องของมนุษย์ จะสามารถเติบโตและขยายขอบเขตจนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมป็อป (Pop Culture) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกยุคดิจิทัลได้ Vocaloid (โวคาลอยด์) เริ่มต้นการเดินทางจากการเป็นเพียงซอฟต์แวร์สังเคราะห์เสียงร้องที่พัฒนาโดยบริษัท Yamaha แต่สิ่งที่ทำให้เครื่องมือไอทีชิ้นนี้แปรเปลี่ยนเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี หากแต่เป็น “หัวใจและจินตนาการ” ของกลุ่มคนฟังและผู้สร้างสรรค์ผลงานจากทั่วทุกมุมโลกที่ร่วมกันเติมเต็มจนมันมีชีวิตขึ้นมา

​จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โวคาลอยด์ก้าวข้ามจากการเป็นแค่โปรแกรมทำเพลงไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คือการถือกำเนิดของ “ฮัตสึเนะ มิคุ” (Hatsune Miku) ในปี 2007 ตัวละครเด็กสาวผมทวินเทลสีเขียวมินต์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพจำลองหน้ากล่องซอฟต์แวร์ แต่เธอคือ “ผืนผ้าใบสีขาว” ที่เปิดโอกาสให้โปรดิวเซอร์อิสระ หรือที่เรียกกันว่า Vocaloid P (Producers) ได้เข้ามาแต่งแต้มเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกผ่านเสียงเพลงอย่างไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่เพลงป็อปสดใส เพลงร็อกหนักหน่วง ไปจนถึงดนตรีคลาสสิกหรืออวองการ์ดที่หลุดโลก ส่งผลให้โวคาลอยด์กลายเป็นศูนย์รวมของความหลากหลายทางดนตรีที่ไม่มีขอบเขตของค่ายเพลงมาคอยตีกรอบ

​ความงดงามที่สุดของวัฒนธรรมโวคาลอยด์ คือการเป็นชุมชนแห่งการแบ่งปันและสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-creation) เพลงโวคาลอยด์หนึ่งเพลงไม่ได้จบลงแค่การปล่อยเสียงร้องและดนตรี แต่มันมักจะจุดประกายให้เกิดแรงบันดาลใจต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ นักวาดภาพประกอบจะนำเพลงนั้นไปวาดเป็นลายเส้นอันสวยงาม นักทำแอนิเมชันจะนำไปสร้างเป็นมิวสิกวิดีโอ (MV) ที่น่าติดตาม นักเต้นจะนำไปคิดท่าเต้น และเหล่านักร้องอิสระ (Utaite) ก็จะนำเพลงนั้นมาร้องคัฟเวอร์ในสไตล์ของตัวเอง การขับเคลื่อนด้วยพลังของแฟนคลับและผู้สร้างสรรค์นี้เองที่ทำให้โวคาลอยด์สามารถยืนหยัดและพัฒนาตัวเองได้อย่างยั่งยืน จนกลายเป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ยุคใหม่ที่ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้รับชม แต่เป็นผู้ร่วมสร้างวัฒนธรรมไปด้วยกัน

​ในแง่ของดนตรี โวคาลอยด์ได้ทำลายข้อจำกัดทางกายภาพของมนุษย์ลงอย่างสิ้นเชิง เพลงโวคาลอยด์สามารถรัวตัวโน้ตได้เร็วเกินกว่าที่ลิ้นของมนุษย์จะขยับทัน หรือสามารถลากเสียงสูงและยาวได้โดยไม่ต้องหยุดหายใจ ซึ่งความแปลกใหม่และท้าทายนี้ได้หล่อหลอมให้เกิดศิลปินหน้าใหม่ที่มีความสามารถทางดนตรีอันยอดเยี่ยมมากมาย หลายคนเริ่มต้นจากการเป็น Vocaloid P ในห้องนอนเล็กๆ ก่อนจะเติบโตและก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแถวหน้าของวงการเพลงกระแสหลักในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีโฮโลแกรมยังได้พามิคุและผองเพื่อนโวคาลอยด์ออกเดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ทั่วโลก ที่ซึ่งผู้คนนับหมื่นยอมตีตั๋วเข้ามาโบกแท่งไฟและร้องเพลงไปพร้อมกับนักร้องเสมือนจริงด้วยความรักและผูกพันไม่ต่างจากศิลปินที่มีตัวตนอยู่จริงเลย

-ads-

(no title)

-ads-

(no title)

-ads-

(no title)

-ads-

แปลเพลง Alice- PEGGY

ตื่นขึ้นมาจากฝัน

สติที่ล่องลอยนั้น

รอยยิ้มไร้ความหมาย เขาว่า”นั่งพักไปก็หาย”

และใจเธอลอยไปไกล เธอเพ้อไปไกลแค่ไหน

แล้วอลิซก็ได้ร่วงลง หลุมโพรงนั้นอีกครั้ง

 

เรื่องได้ดำเนินไป

 

อลิซ อลิซ ใจและกาย

ร่วงลงไปสู่หลุมกระต่าย

ฝันรำพันให้ล้นเกินใคร

จนใจไม่ยอมรับรู้เรื่องใด

อลิซ อลิซ รู้บ้างไหม

วันเดอร์แลนด์ที่เคยเข้าใจ

เพียงมายาเพื่อหนีเข้าไป

บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ พัง

 

อลิซไม่ไปไหน

คืนวันผ่านไปนานเท่าไร

นอนเหม่อละเมอฝัน และหนีกลับเข้าไปในจิตใจ

(เข้าไปในจิตใจ)

ดังแมวแชสเชียร์นั้นภาพที่เห็นเริ่มจางหาย

เมื่อตามกระต่ายนั้นไป ลึกลง

ตัวตนเธอเริ่มสลาย หาย 

 

อลิซ อลิซ ใจและกาย

ร่วงลงไปสู่หลุมกระต่าย

ฝันรำพันให้ล้นเกินใคร

จนใจไม่ยอมรับรู้เรื่องใด

อลิซ อลิซ รู้บ้างไหม

วันเดอร์แลนด์ที่เคยเข้าใจ

เพียงมายาเพื่อหนีเข้าไป

บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ (พัง)

 

(บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ)

(บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ)

(บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ)

(บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ)

 

(บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ)

(บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ)

(บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ)

(บ้าคลั่งเกินกว่าแฮทเทอร์อลิซ)

 

อลิซ อลิซ ใจและกาย

ร่วงลงไปสู่หลุมกระต่าย

ฝันรำพันให้ล้นเกินใคร

และไม่ยอมรับรู้เรื่องใด

 

อลิซ อลิซ รู้บ้างไหม

วันเดอร์แลนด์ที่เคยเข้าใจ

เพียงมายาเพื่อหนีเข้าไป

บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ พัง

 

บ้าวิกลกว่าแฮทเทอร์อลิซ (พัง)

 

 

-ads-

แปลเพลง And The Hound Reprise(DEMO) – Yaelokre

Nag-aabang sa dilim ng iyong mata

Kahit ang araw ay sayo’y hiyang hiya

Bakit pati ang munting apoy ng kandila’y iyong inaaliw

Halika na, halika na’t

มันแฝงในเงา ที่ไม่อาจเห็น ไม่ว่าเช่นไร

ไม่เว้นแม้ดวงตะวันยังระอา ละอายเพราะเธอ

ใยจึงต้องการจุดเทียนเล่มนี้ให้มีแสงไฟ

ยังมองหาความรื่นเริง? งั้นตามเรามา

จงก้าวเข้ามา

 

Sumayaw at magbingi-bingian

Naririnig ko pa ang boses ko

Ano bang sapat sayo

Ano bang sapat sayo

เราจะร้องและเต้น

แสร้งเป็นไม่เห็นและไม่ฟัง

แต่ยังได้ยินเสียงตัวเราเอง

(พูดมาเธอต้องการแค่ไหน)

จงพูดมาว่าพอแค่ไหน

จงพูดมาว่า “พอ” เมื่อใด?

 

Tara na’t

Sumayaw at magbingi-bingian

Naririnig ko pa ang boses ko

Ano bang sapat sayo

Ano bang sapat sayo

ก้าวเข้ามา

และจงร้องและเต้น

แสร้งเป็นไม่เห็นและไม่ฟัง

แต่ยังได้ยินเสียงตัวเราเอง

จงพูดมาว่าพอแค่ไหน

จงพูดมาว่า “พอ” เมื่อใด?

 

-ads-

แปลเพลง Neath the grove is a heart- Yaelokre

The ground wrings an unknown strain

Hear the prattle of the birds flying our way

The trees sway to the young one’s piping

Will you stay to listen to me sing?

Seeker, do you ever come to wonder

If what you’re looking for is within where you hold

Will you leave a trail for them to follow a path

You’ll soon forget

Home

ธราสะท้านทั่วทั้งพนา

(พื้นสะท้านอย่างไร้ที่มา)

เสียงปักษา ร้องร่ายามบินตามทางมา

ใบไม้พริ้ว ปลิวตามเสียงผู้เยาว์วัย

ช่วยนั่งฟังเราร้องเพลงได้หรือไม่

ผู้เฝ้าหาเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าหากสิ่งที่

เจ้าตั้งตารอไม่เคยอยู่ไหนไกล

จะยอมทิ้งทางให้พวกเขาตาม ที่ไม่นานก็ลืม

บ้านที่จากมา

Home

 

How do I begin

When the roof is ever changing

Neath the grove is a heart

That’s still in slumber

You can remain

Will you stay and tell a tale

Would you want to tear it down

To see better

ฉันจะทำเช่นไร

เมื่อบ้านเรายังแปรผันร่ำไป

ใต้พงไพรมีดวงหทัยที่ยังคงหลับใหล

จะมาด้วยกัน

และเล่าขานเรื่องราวนี้ไป

เธอจะพังทลายมันทิ้งให้เข้าใจมันไหม

 

Foolish dreamer

Be awakened

Do not walk to where you were

To where you’re staring

Listen to the willow, listen to the sound

Listen to my voice, you should hear me now

Be still

Be steady

And be…

ผู้ช่างฝันเอ๋ย

จงลืมตาขึ้นมา

อย่าได้คิดก้าวเดินเข้าไป

ยังทางที่มองอยู่

ฟังแว่วเสียงเรไรและรำลึกให้ขึ้นใจ

ฟังสำเนียงเรียกขาน เธอได้ยินฉันไหม

จงเตรียม

ให้หัวใจ

คงนิ่งไว้…

 

How do you begin

When the earth is ever changing

Neath the grove is a heart

That’s still in slumber

You can remain

Will you stay and tell a tale

Or would you want to tear it all down

To see better

เธอจะทำเช่นไร

เมื่อโลกนี้ยังแปรเปลี่ยนไปไกล

พงไพรนั้นมีหัวใจข้างในที่หลับใหล

เธอจะมาด้วยกัน

และเล่าขานเรื่องราวนี้ไป

หรือจะพังทลายมันทิ้งให้เข้าใจมันไหม

 

 

Home

Is where we are now

Home

Is where you are

Home

Is where I am standing

Where I’ll be staying

Forever…

Now

บ้าน

คือที่ที่เราอยู่

บ้าน

คือที่เธอยืน

บ้าน

คือที่ที่ฉันคงอยู่

ที่ฉันจะใช้ชีวิต

จากนี้ตลอด

ไป…

 

 

How do I begin

When the roof is ever changing

Neath the grove is a heart

That’s still in slumber

You can remain

Will you stay and tell a tale

Would you want to tear it down

To see better

ฉันจะทำเช่นไร

เมื่อบ้านเรายังแปรผันร่ำไป

ใต้พงไพรมีดวงหทัยที่ยังคงหลับใหล

จะมาด้วยกัน

และเล่าขานเรื่องราวนี้ไป

เธอจะพังทลายมันทิ้งให้เข้าใจมันไหม

 

 

How do I begin

When the roof is ever changing

Neath the grove is a heart

That’s still in slumber

You can remain

Will you stay and tell a tale

Would you want to tear it down

To see better

ฉันจะทำเช่นไร

เมื่อบ้านเรายังแปรผันร่ำไป

ใต้พงไพรมีดวงหทัยที่ยังคงหลับใหล

จะมาด้วยกัน

และเล่าขานเรื่องราวนี้ไป

เธอจะพังทลายมันทิ้งให้เข้าใจมันไหม

 

 

How do I begin

When the roof is ever changing

Neath the grove is a heart

That’s still in slumber

You can remain

Will you stay and tell a tale

Would you want to tear it down

To see better

ฉันจะทำเช่นไร

เมื่อบ้านเรายังแปรผันร่ำไป

ใต้พงไพรมีดวงหทัยที่ยังคงหลับใหล

จะมาด้วยกัน

และเล่าขานเรื่องราวนี้ไป

เธอจะพังทลายมันทิ้งให้เข้าใจมันไหม

(ฉันจะทำเช่นไร)

(จะไปที่ใด)

 

Home

Ha Ha Ha

Ha Ha Ha

Ha Ha Ha

Ha Ha Ha

Home

(Run run run run run)

Home

(Run run run run run)

Home is where we are

Home is where you are

Home is where I am

How do I begin when the roof is ever changing

(วิ่งเร็ว วิ่งเร็ว วิ่งเร็ว วิ่งเร็ว วิ่ง)

(วิ่งเร็ว วิ่งเร็ว วิ่งเร็ว วิ่งเร็ว วิ่ง)

บ้านคือที่ของเรา

บ้านคือที่ของเธอ

บ้านคือที่ฉันยืนตรงนี้

ฉันจะทำเช่นไรเมื่อบ้านเรายังแปรผันร่ำไป

 

 

-ads-