dna & rna ต่างกันยังไง

0

RNA โดยทั่วไป คือ พอลินิวคลีโอไทด์สายยาวเพียงเส้นเดียว เกิดจากการเชื่อมต่อกันของหน่วยที่เล็กที่สุดของ RNA เรียกว่า นิวลีโอไทด์ ซึ่งประกอบด้วย 3 หน่วยย่อยเช่นเดียวกับ DNA คือ น้ำตาลไรโบส หมู่ฟอสเฟต และไนโตรจีนัสเบส แต่ต่างกับ DNA ตรงที่ไนโตรจีนัสเบสใน RNA เป็น #ยูราซิล (U) ไม่ใช่ #ไทมีน (T)

อ้างอิง : https://www.ipst.ac.th/knowledge/20134/20220211-dna-rna.html

-ads-

หน้านิ่ม กานาช กลาซาช

  • หน้านิ่ม

     มีส่วนผสมของแป้ง มีหน้าที่เป็นครีม เป็นไส้ขนม ไม่ได้มีหน้าที่เป็นตัวราดคลุมหน้าเค้ก สำหรับ เค้กช็อกโกแลต หน้านิ่ม ที่คนไทยเอาไว้ราดบนเค้กนั้น ที่ฝรั่งเศสมันไปอยู่ในหมวดของ “ครีม” ซึ่งไม่ได้มีไว้ราดหน้าเค้ก ไม่ได้มีเอาไว้คลุมตัวเค้ก แต่มีเอาไว้กินเพียว ๆ กินเป็นครีม บีบเป็นไส้ ซึ่งลักษณะที่ระบุว่าเป็น “หน้านิ่ม” หรือที่เรียกว่า “ครีม” ในฝรั่งเศส คือ มีส่วนผสมของแป้ง ไม่ว่าจะเป็นแป้งสาลี แป้งข้าวโพด หรือแป้งมัน ซึ่งตัวหน้านิ่ม หรือครีมช็อกโกแลต ประกอบไปด้วยนม ครีม และไข่ 3 สิ่งนี้ sensitive ต่อเชื้อจุลินทรีย์ และตัวหน้านิ่มที่ราดคลุมลงบนเค้กจะสัมผัสกับอากาศโดยตรง ทำให้จุลินทรีย์ที่ลอยอยู่ในอากาศตกลงบนหน้านิ่มได้ ที่สำคัญ คือ ของหวานแม้จะเสียก็ยังคงกลิ่นหอม คงรสหวาน จึงยากที่จะทราบว่า เค้กช็อกโกแลต หน้านิ่ม ชิ้นนี้เสียแล้วหรือยัง

 

  • กานาช ( Ganache )

     มีส่วนผสมของช็อกโกแลต และเนย มีหน้าที่ล้านแปดเพราะอร่อยที่สุดใน 3 ตัว แต่ไม่ได้มีหน้าที่ไปคลุมหน้าเค้ก ซึ่งกานาชจะมีส่วนผสมที่มีส่วนประกอบหลักมาจากครีม และส่วนประกอบที่ให้ texture ข้น มาจากเนย อาจจะเป็นเนยโกโก้ในช็อกโกแลต หรือเนยทั่ว ๆ ไป ใช้สำหรับ Garnir [ กา-นี ] ที่แปลว่า “เติมลง บีบลง” กานาชเรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานในการทำขนม สามารถเอาไปใช้งาน และต่อยอดได้ล้านแปด เช่น ตาร์ตช็อกโกแลต สอดไส้ลูกอมช็อกโกแลต ตีเป็นมูส ยกเว้นอยู่อย่างเดียวที่กานาชไม่สามารถทำได้นั่นก็คือ การเอาไปราดคลุมผิวหน้าของเค้ก ซึ่งบางคนเข้าใจมาแบบผิด ๆ เห็นว่ามันคลุมอยู่บนผิวหน้าเค้ก มีลักษณะนิ่ม ๆ ก็เรียกมันซ้ำอีกว่า “หน้านิ่ม” ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่หน้านิ่ม เพราะหน้านิ่มต้องมีแป้งเป็นตัวสร้าง texture ครีม แต่กานาชไม่มี กานาชมี texture ที่ค่อนข้างข้น ข้นประมาณนมข้นหวาน ความข้นมาจากช็อกโกแลต หรือเนย การราดกานาชลงบนเค้ก กานาชแทบจะไม่ไหล นอกจากนี้ กานาชมีช็อกโกแลต หรือเนยเป็นส่วนประกอบ เมื่อทิ้งไว้ซักพักในตู้เย็น น้ำจะระเหยออก ส่วนไขมันอยู่กับที่ แล้วกานาชจะกลับสภาพกลายเป็นช็อกโกแลตแข็ง ๆ คล้ายกับว่าเอาช็อกโกแลตบาร์มาวางลงบนหน้าเค้ก

 

  • กลาซาช ( Glaçage )

     ความแตกต่างส่วนสุดท้ายของ เค้กช็อกโกแลต หน้านิ่ม กานาช และกลาซาช นั่นก็คือ กลาซาช ( Glaçage ) หรือที่คนไทยเรียกว่าเกลซ ( Glaze ) คือส่วนผสมที่ค่อนข้างเหลวที่อุณหภูมิสูง และเซ็ตตัวที่อุณหภูมิต่ำ มี texture ข้นแต่ไหล ทั้งหมดนี้ได้มาจากเจลาติน หรือช็อกโกแลต การใช้งานตรงกันข้ามกับกานาช คือ มีไว้สำหรับราดคลุม หรือจุ่ม ไม่ได้มีไว้ทำเป็นเนื้อขนม ไม่ได้เอาไว้สอดไส้ หรือทำตาร์ตช็อกโกแลต และกลาซาชมีเจลาตินเป็นตัวล็อคโมเลกุลของน้ำ ทำให้ความชุ่มชื้นในตัวเค้กไม่หายไปในอากาศ จึงควรจะนำมาราดคลุมตัวเค้ก

 

ที่มา:https://www.mkunigroup.com/blog_mkunigroup.php?id=64

-ads-

ประความเป็นมาของขนม เมอแร็งก์ หรือเมอแรงค์

ประวัติเมอแรงค์ นั้นมีต้นกำเนิดที่เมือง MERINGEN หรือเมืองเมอริเจน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยถูกคิดค้นและปรับปรุง สูตรขนมเมอแรงค์ โดยเชฟชาวอิตาลีท่านหนึ่ง มีนามว่า GASPARINI ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 18 ในเวลาต่อมาก็ได้มีการโต้แย้งถึงแหล่งกำเนิดของ เมนูเบเกอรี่ เมนูนี้ขึ้นมา ทำให้เกิดข้อขัดแย้ง ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วต้นกำเนิดอยู่ที่ใดกันแน่ แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นหลักฐานที่แน่ชัดก็คือมีสูตรอยู่ใน ตำราอาหาร ของ MASSIALOT ในช่วงปี ค.ศ.1692

ที่มา:https://bakery-lover.com/2022/12/08/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C-maringue-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B4/

-ads-

คานาเล่ ( Canelé ) คืออะไร ?

คานาเล่ ( Canelé ) มีชื่อเต็มว่า คานาเล่ แห่ง บอร์กโดซ์ ( Canelé de Bordeaux ) เป็นขนมประจำเมืองบอร์กโดซ์ ( Bordeaux ) ตามชื่อเต็มเลยค่ะ โดยเมือง บอร์กโดซ์อยู่ในประเทศฝรั่งเศสเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องไร่องุ่น และการผลิตไวน์ ความน่าสนใจคือ ขนมชนิดนี้เกิดขึ้นจาก ขยะอาหาร ( Food Waste ) ของกระบวนการผลิต ไวน์บอร์กโดซ์ในสมัยก่อน ซึ่งในสมัยก่อนใช้ไข่ขาว ช่วยในการตกตะกอนไวน์ ส่วนไข่แดงกลายเป็น ส่วนเกินเหลือทิ้ง ทางผู้หมักไวน์จึงได้นำไข่แดงไปบริจาค ให้แม่ชีในคอนแวนต์ภายในเมือง และขนมชนิดนี้ ก็ถือกำเนิดขึ้น ในคอนแวนต์ปีคริสต์ศตวรรษที่ 15 หรืออาจเป็นคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยมี ไข่แดง จากการเหลือทิ้ง เป็นองค์ประกอบสำคัญ ดังนั้น ส่วนผสมของขนมนี้ จึงใช้ ไข่แดง นำมาผสมกับนม แป้งสาลี น้ำตาล วนิลาและเหล้ารัม ทำให้มีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นของเจ้าขนมชนิดนี้ แล้วใส่ในพิมพ์ทองแดง นำไปอบเพื่อให้ผิวด้านนอกสุกกรอบจนเกือบไหม้ ทำให้คานาเล่มีรูปทรง เฉพาะตัวมาตั้งแต่นั้น แน่นอนว่าเป็นขนมอบ ที่ใช้เวลามากพอสมควร จึงให้สัมผัสแบบ กรอบนอก นุ่มใน ก่อนจะนำไปแจกจ่ายให้คนจน หรือขายเพื่อนำเงินไปบริจาคมูลนิธิ จนเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 คานาเล่ ( Canelé ) จึงกลายมาเป็นขนมขึ้นชื่อ ที่ทำโดยช่างทำขนมมืออาชีพสืบต่อกันมา จึงเป็นขนมที่หาทานได้ง่าย ในประเทศฝรั่งเศษ

ที่มา:https://www.mkunigroup.com/blog_mkunigroup.php?id=16

-ads-

ความเป็นมาของ มาการอง ( Macaron )

มาการอง ( Macaron ) เป็นขนมที่เกิดขึ้น ในปี ค.ศ.1792 ในช่วง การปฏิวัติของฝรั่งเศส ( French Revolution ) ซึ่งถูกคิดค้นโดย แม่ชี จากคณะคาร์เมไลท์ ( Carmelite ) ของประเทศอิตาลี ได้หาวิธีทำขนม เพื่อหาเงินจ่ายค่าที่อยู่อาศัย โดยนำอัลมอนด์ น้ำตาล และไข่ขาว มาตีรวมกัน และอบในเตาอบ และมีการพัฒนามาเรื่อย ๆ โดยนำ มาการอง 2 ชิ้น มาประกอบกัน และตรงกลางมีไส้ จึงมีลักษณะคล้ายกับ แฮมเบอร์เกอร์ หรือแซนวิชขนาดเล็ก มาการองในช่วงแรกนี้ จะเสริฟ์มาการอง โดยไม่มีรสชาติ หรือไส้พิเศษ ด้วยเหตุนี้ มาการอง ( Macaron ) จึงเป็นขนมที่มี ข้อถกเถียงกันมากมาย ถึงแหล่งที่มาว่า อาจเป็นขนมที่มี ต้นกำเนิด มาจาก ประเทศอิตาลี ก็ว่าได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการกล่าวถึง ต้นกำเนิดของมาการองว่า หญิงสูงศักดิ์ชาวอิตาเลียน ชื่อว่า Catherine de Medici เป็นผู้นำขนมหวานชนิดนี้ มาเผยแพร่ฝรั่งเศส เนื่องจาก เธอได้แต่งงานกับพระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1533 เธอได้นำพ่อครัวขนมชาวอิตาลี และมาการองรุ่นแรกๆ มาด้วย แต่อย่างไรแล้ว ข้อมูลนี้ยังไม่แน่ชัดมากนัก

ที่มา:https://www.mkunigroup.com/blog_mkunigroup.php?id=127

-ads-

ประวัติของ โดนัท ( Donut )

โดนัท ( Donut ) มีการถือกำเนิดขึ้นมาแล้วกว่า 400 ปี โดยขนมชนิดนี้ เป็นขนมพื้นเมือง ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งในสมัยนั้น โดนัท  ยังไม่มีรูตรงกลาง เหมือนทุกวันนี้ แต่เป็น แป้งทอด มีรสหวาน บางครั้งโรยน้ำตาลด้วย มีชื่อภาษาดัตช์ว่า “โอลีคูกส์” แปลเป็นไทยได้ว่า เค้กน้ำมัน ( Oil Cake ) เพราะว่ าแป้งข้างนอกกรุบกรอบ แต่ภายในนุ่มนิ่ม และมีน้ำมันในเนื้อแป้ง ต่อมา ในต้นศตวรรษที่ 17 เป็นช่วงที่ ชาวยุโรป มีการอพยพไปยัง สหรัฐอเมริกา จึงได้นำ ขนมชนิดนี้ไปด้วย เพราะ ขนมนี้มีรูปร่างกลม เล็กเท่าลูกวอลนัท ชาวนิวอิงแลนด์ จึงเรียกขนมนี้ใหม่ว่า โดนัท ( Donut ) ซึ่งหมายความว่า ก้อนแป้งที่มีขนาด เท่าลูกวอลนัท นั่นเอง เพราะว่าขนมนี้ไม่มีถั่ว เป็นส่วนประกอบเลย

ที่มา:https://www.mkunigroup.com/blog_mkunigroup.php?id=126

-ads-

ประโยชน์ของสมุนไพร

๑. เป็นวัตถุดิบในการผลิตตัวยาสำคัญ เช่น ซิงโคนาใช้ผลิตควินิน ดูบอยเซีย (duboisia) ใช้ผลิตอะโทรปีน (atropine) เป็นต้น

๒. เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ยา เช่น พืชสกุลกลอย เป็นวัตถุดิบในการผลิตไดออสเจนิน (diosgenin) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาประเภทสเตียรอยด์ (steroid) หรือน้ำมันพืชเป็นวัตถุดิบในการผลิตบีตาซิโตสเตียรอล (beta sitosterol) ซึ่งใช้ผลิตยาสเตียรอยด์ เป็นต้น

ที่มา:https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=14&chap=10&page=t14-10-infodetail04.html

-ads-

ประโยชน์ของแสงสว่าง

  • ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น: แสงสว่างที่เพียงพอช่วยให้มองเห็นสิ่งรอบข้างได้ชัดเจนและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บได้
  • ลดความผิดพลาดในการทำงาน เนื่องจากแสงสว่างที่เพียงพอ
  • เสริมสร้างอารมณ์และประสิทธิภาพการทำงาน: การจัดแสงที่เหมาะสมช่วยด้านอารมณ์ ลดความเครียด 
  • เสริมสุนทรียภาพ: การจัดแสงสว่างเพื่อเน้นลักษณะทางสถาปัตยกรรม งานศิลปะ และองค์ประกอบอื่นๆ ในพื้นที่ทำให้ดึงดูดสายตา
  • ด้านความปลอดภัย: แสงสว่างที่เหมาะสมช่วยเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับการมองเห็นผู้ปฏิบัติงาน

ที่มา:https://www.deveindus.com/light/

-ads-

ดิน

ดิน

ดินหมายถึง เทหวัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมผิวโลก เกิดจากการแปรสภาพหรือสลายตัวของหินแร่ธาตุ และอินทรีย์วัตถุผสมคลุกเคล้ากันตามธรรมชาติรวมกันเป็นชั้นบาง ๆ เมื่อมีน้ำและอากาศที่เหมาะสมก็จะทำให้พืชเจริญเติบโตและยังชีพอยู่ได้
          เนื่องจากภาคตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเขตเทือกเขาสูง เพราะฉะนั้นวัตถุแม่ดิน หรือแหล่งกำเนิดดินต้องเกิดจากการสลายตัวของหินที่เป็นกรด ดังนั้นดินจึงมีความอุดมสมบูรณ์ ค่อนข้างต่ำ ดินชนิดนี้ เรียกว่า ดินเรดเยลโล-พอดโซลิก (Red-yellow Podzolic Soils) ดินชนิดนี้ มีในเขตภูเขาที่เป็นกรด ส่วนในเขตที่มีหินปูน เช่น บริเวณเทือกเขาในเขตอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และบริเวณปลายเทือกเขาถนนธงชัยระหว่างแม่น้ำแควใหญ่กับแควน้อยจะเป็นพวกเรด-บราวด์ เอิท (Red-Brown earth) นอกจากนั้นยังมีดินที่เกิดจากการสลายตัวของสารหรือ หินภูเขาไฟ เราเรียกว่า ดินภูเขาไฟ ได้แก่พื้นที่บริเวณจังหวัดตาก เขตอำเภออุ้มผาง ที่ราบลุ่มน้ำแควน้อย เขตอำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค และบริเวณแก่งกระจาน เป็นต้น

           ในด้านสมรรถนะของที่ดินในภาคตะวันตกปรากฏว่าพื้นที่เหมาะสำหรับการปลูกพืชไร่ มีประมาณ 25 %

ที่มา:https://www.rmuti.ac.th/user/thanyaphak/Web%20EMR/Web%20IS%20Environment%20gr.3/page6_tem.htm

-ads-

ประโยชน์ของระบบอินเทอร์เน็ต

  1. เป็นสื่อออนไลน์ ที่สามารถให้ข้อมูลข่าวสารทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว สังเกตุได้ว่าปัจจุบันนี้มีนักข่าวจำนวนมากที่ผันตัวเองเป็นนักข่าวออนไลน์ เนื่องจากคนในสังคมปัจจุบันหันมาสนใจอ่านข่าวออนไลน์มากขึ้นแทนการอ่านหนังสือพิมพ์
  2. เป็นสื่อกลางในการประกอบธุรกิจ มีแม่ค้าพ่อค้าหลายคนใช้โลกออนไลน์ในการขายสินค้าของตัวเองโดยไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องจ้างแรงงาน ไม่ต้องใช้ทุนเยอะก็สามารถทำกำไรให้แก่ตัวเองได้แล้ว
  3. เปิดกว้างเพื่อรับข้อคิดเห็นในเรื่องที่สนใจ คนในสังคมปัจจุบันนี้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสอบถามกลุ่มคอเดียวกันให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดในห้องสนทนาของกลุ่มนั้นๆ หรือจะเป็นหน้ากระดานข่าว (กระทู้) เรื่องราวต่างๆ ที่กำลังติดตาม
  4. ทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ สังเกตได้ว่าปัจจุบันนี้ได้มีหลายช่องทางในการติดต่อสื่อสารทั้ง Facebook, E- Mail, Line และช่องทางแชทผ่านแอพพลิคชั่นต่างๆ มากมาย สร้างความสะดวกสบายยิ่งขึ้น
  5. ห้องสมุดที่รวบรวมสาระทั่วโลกมาไว้ที่เดียว ไม่ว่าคนเราจะต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ตาม สามารถเข้ามาค้นหาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังห้องสมุดอีกต่อไป ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นมีทั้งรูปแบบที่เป็นตัวหนังสือ และวิดีโอให้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ที่มา:https://www.1belief.com/article/internet-benefit/

-ads-