โรคกลัว (phobia) อาการทางจิตต่างๆที่ต้องระวัง

0

โรคกลัว คืออะไร ?

คือ โรควิตกกังวลชนิดหนึ่งที่จะมีอาการกลัวขั้นรุนแรงต่อสถานการณ์หรือบางสิ่งบางอย่างโดยจะไม่ค่อยมีเหตุผลแต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน จนอาจจะมีอาการคล้ายโรคแพนิก ได้แก่ ใจสั่น ใจเต้นแรง หายใจเร็ว มือเท้าเย็น ท้องไส้ปั่นป่วน และเวียนหัวตาลาย

โรคกลัวเกิดจากอะไร ?

ในทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคอย่างชัดเจน แต่พบว่าอาจเกิดจาก

  • เคยมีปัญหาหรือเรื่องราวในอดีตที่ฝังใจ 
  • พบเจอ ได้ยิน หรือเห็นเหตุการณ์ที่กระทบต่อจิตใจ
  • พันธุกรรม
  • ความผิดปกติของสมอง
  • ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ

กลัวแบบไหนถึงจะเข้าข่าย โรคกลัว 

อาการกลัวของโรคกลัวติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่วนมากจะมีอาการทั้งทางกายและจิตใจ ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบาก เช่น ต้องหลีกเลี่ยงบางสถานที่ ไม่สามารถเดินทางโดยยานพาหนะบางประเภท หรือถ้าต้องไปก็อาจมีความเครียด-กังวลอย่างมาก โดยหากมีลักษณะดังกล่าวเป็นเวลานานควรไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้ารับคำปรึกษา

โรคกลัว ที่พบได้บ่อย

  1. กลัวที่แคบ (claustrophobia) จะมีอาการอึดอัด ใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อต้องอยู่ในที่แคบ ๆ ไม่ปลอดโปร่ง
  2. กลัวเลือด (hemophobia) ความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงเมื่อเห็นเลือด จะมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
  3. กลัวเครื่องบิน (aerophobia) หวาดกลัวหรือกังวลว่าเครื่องบินจะตก พื้นฐานของคนที่กลัวเครื่องบินมาจากการกลัวความสูงหรือกลัวที่แคบมาก่อน
  4. กลัวความสูง (acrophobia) มีความรู้สึกกลัวใจสั่น มือขาสั่น ไม่กล้ามอง เมื่อต้องอยู่บนที่สูง ๆ บางคนอาจกลัวจนเกิดอาการช็อกได้
  5. กลัวเชื้อโรค (mysophobia) มีความกลัวและกังวลเกี่ยวกับสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคต่าง ๆ กลัวที่จะสัมผัสกับสิ่งของสาธารณะ โรคนี้จะทำให้คนที่เป็นรักความสะอาดมาก ๆ ทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลา
  6. กลัวเข็ม (needle phobia) ความกลัวเมื่อเห็นเข็มส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเข็มฉีดยา ทำให้มีอาการใจสั่น ใจเต้นแรง หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
-ads-

นพลักษณ์ คืออะไร

0

นพลักษณ์ หรือ Enneagram คือ ศาสตร์ที่ใช้ในการทำความเข้าใจผู้คนจากลักษณะบุคลิกภาพ ความต้องการ และกลไกทางจิตใจ โดยแบ่งลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์แบ่งออกเป็น 9 กลุ่มหรือเรียกว่า 9 ลักษณ์ ซึ่งจะช่วยทำให้เราเข้าใจตัวเองและคนอื่น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและมีชีวิตที่ดีขึ้น

แผนภาพที่แสดงถึงนพลักษณ์ (Enneagram) จะเป็นแผนภาพของวงกลมที่มีจุดอยู่ทั้งหมด 9 จุดและมีลูกศรหรือเส้นที่เชื่อมโยงกันระหว่างจุด ซึ่ง

  • จุดที่อยู่บนวงกลมทั้ง 9 จุด แสดงถึง ลักษณ์ (Enneagram type) ทั้ง 9 ลักษณ์หรือบุคลิกภาพ 9 แบบ

  • ลูกศรหรือเส้นที่เชื่อมโยงกันระหว่างจุด แสดงถึง ทิศทางของสภาวะลูกศร (arrow) ซึ่งเป็นพลวัต (type dynamic) ของคนแต่ละลักษณ์

 โดยระบบของนพลักษณ์จะสามารถแสดงความแตกต่างของผู้คนได้มากกว่า 27 รูปแบบ และมีการเปลี่ยนแปลงพลวัตของลักษณ์ที่แสดงออกในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป

รายละเอียดเบื้องต้นของลักษณ์ทั้ง 9 ลักษณ์

  • ลักษณ์ 1 ผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบ เป็นลักษณ์ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ มักจะมีกฎระเบียบ มาตรฐาน ให้กับสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ มักคิดว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ ชอบวิจารณ์สิ่งต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา

  • ลักษณ์ 2 ผู้ให้ เป็นลักษณ์ที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ต้องการเป็นคนสำคัญของคนอื่น ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ มักจะให้ความสำคัญกับความต้องการของคนพิเศษมากกว่าความต้องการของตัวเอง

  • ลักษณ์ 3 นักแสดง เป็นลักษณ์ที่ต้องการประสบความสำเร็จ จริงจังกับการไปให้ถึงเป้าหมาย ชอบการแข่งขัน ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเอง สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อทำให้ตัวเองไปสู่เป้าหมายได้

  • ลักษณ์ 4 ผู้โศกซึ้ง เป็นลักษณ์ที่มีอารมณ์ลุ่มลึกหลากหลายโดยเฉพาะอารมณ์เศร้า โหยหาสิ่งที่ตนเองไม่มี ไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่มีแล้ว อารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนแปลงง่าย

  • ลักษณ์ 5 นักสังเกตการณ์ เป็นลักษณ์ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ต้องการมีระยะห่างระหว่างตัวเองกับคนอื่น มักจะแยกตัวเองออกจากอารมณ์ รู้สึกหมดพลังได้ง่ายเมื่ออยู่กับคนอื่น ต้องการเวลาส่วนตัวสูง

  • ลักษณ์ 6 นักปุจฉา เป็นลักษณ์ที่มีคำถามกับสิ่งรอบตัว คาดการณ์เหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้น มีความสงสัยตลอดเวลา หรืออาจเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย เตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะรับมือหรือปะทะกับสิ่งที่อาจมาคุกคามได้ตลอดเวลา

  • ลักษณ์ 7 ผู้เสพสุข เป็นลักษณ์ที่มองโลกในแง่ดี ร่าเริง สนุกสนาน ชอบประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ชอบการผูกมัด มักมีวิธีที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขอารมณ์ดีได้อยู่เสมอ ชอบทำสิ่งที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครตลอดเวลา

  • ลักษณ์ 8 เจ้านาย เป็นลักษณ์ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมและอำนาจ ใช้ชีวิตเกินพอดี โกรธง่ายหายเร็ว แสดงออกความโกรธอย่างตรงไปตรงมา ต้องการปกป้องผู้อ่อนแอ ผู้ที่ถูกรังแก เพื่อปกป้องความยุติธรรม

  • ลักษณ์ 9 ผู้ประสานไมตรี เป็นลักษณ์ที่ชอบความสงบ สามัคคี บรรยากาศที่เป็นมิตรสบายๆ ชอบช่วยเหลือคนอื่น รู้สึกลำบากใจมากเมื่อต้องเผชิญกับความขัดแย้ง มักมองเห็นและเข้าใจผู้คนในมุมมองต่างๆ ชอบทำตามคนอื่นและหลงลืมความต้องการของตัวเอง

โครงสร้างของนพลักษณ์ (Enneagram)

  • ปัญญา 3 ฐาน (The 3 Centers)
    นพลักษณ์แบ่งคนในลักษณ์ต่างๆ ผ่านปัญญา 3 ฐาน ซึ่งจะบอกว่าคนแต่ละลักษณ์ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร แสดงออกยังไง โดย
    • ฐานกายหรือศูนย์กาย (body) คือ ลักษณ์ที่มีความถนัดในการแสดงออกผ่านสัญชาตญาณ การลงมือทำ ได้แก่ ลักษณ์ 1 ลักษณ์ 8 และ ลักษณ์ 9
    • ฐานใจหรือศูนย์ใจ (heart) คือ ลักษณ์ที่มีความถนัดในการใช้อารมณ์ความรู้สึกและเชื่อมโยงกับผู้คน ได้แก่ ลักษณ์ 2 ลักษณ์ 3 และลักษณ์ 4
    • ฐานหัวหรือศูนย์หัว (head) คือ ลักษณ์ที่มีความถนัดในการใช้ความคิด มักจะแสดงออกผ่านการวิเคราะห์ ใช้เหตุผล ได้แก่ ลักษณ์ 5 ลักษณ์ 6 และลักษณ์ 7
  • สภาวะปีก (Wing)
    • สภาวะปีก (wing) คือ ลักษณ์ 2 ลักษณ์ ที่อยู่ข้างลักษณ์หลัก เช่น ลักษณ์ 3 จะปีกเป็นลักษณ์ 2 และลักษณ์ 4 เคียงข้าง ซึ่งจะทำให้แต่ละคนมีการแสดงออกที่แตกต่างกันตามอิทธิพลของลักษณ์ข้าง ๆ แต่บางคนก็จำเป็นที่จะต้องมีสภาวะปีกก็ได้ และสภาวะปีกก็สามารถเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วย
  • สภาวะลูกศร (Arrow)
    • สภาวะลูกศร (arrow) คือ สภาวะที่แต่ละคนมีพฤติกรรมและการแสดงออกเปลี่ยนไปตามสภาวะต่าง ๆ ดังนี้
      • สภาวะปกติ คือ ตอนที่ไม่ไเครียด
      • สภาวะที่ไม่มั่นคง คือ สภาวะที่เรารู้สึกเครียด กดดัน
      • สภาวะที่มั่นคง คือ สภาวะที่เรารู้สึกว่าสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่ต้องการ
-ads-

MBTI คืออะไร สำคัญมั้ย?

0

MBTI คืออะไร สำคัญกับเรามั้ย จริงๆแล้ว MBTI เป็นทฤษฎีเชิงจิตวิทยา ทำให้เราเข้าใจตัวเราเองมากขึ้น  เข้าใจคนอื่นมากขึ้น  เมื่อเราเข้าใจตัวเอง  เราจะรู้ว่าจริงๆแล้วเราถนัดอะไร ชอบอะไร  ทำแบบไหนเหมาะกับเรา  จุดอ่อนเราคืออะไร   เราเรียนรู้ MBTI  ไปก็เพื่อพัฒนาตัวเอง และ เข้าใจคนอื่น

MBTI หลักๆ มี4ลักษณะ คือ

  1. Introvert – Extrovert

  2. Sensing – iNtuition

  3. Feeling – Thinking

  4. Judging – Prospect

 

1. Introvert

Introvert คือ บุคคลิกประเภท เก็บตัวนิดๆ  Introvert จะชอบคิด รู้สึก และอยู่กับตัวเอง สบายใจที่ได้อยู่ตามลำพัง มีโลกส่วนตัวสูง อาจชอบงานสังคม หรือ ไม่ชอบก็ได้ ชอบอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิท และ ชาร์ตพลังเมื่อได้อยู่กับตนเอง

2. Extrovert 

Extrovert คือ บคคลิกประเภท  ชอบอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คน ออกไปทางกล้าแสดงออก พูดคุยได้กับทุกคน   ออกงานพบปะสังสรรค์ และ ชาร์ตพลังเมื่อได้เจอ สัมผัสผู้คน

3. Sensing

คือการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 การที่มีความคิด และ อยู่กับปัจจุบัน  ทำให้อยู่กับความเป็นจริง ไม่ล่องลอยไปในอุดมคติ ทำให้เข้าใจสถานะ และ สภาวะ และอยู่ในโลกความเป็นจริง

4. iNtuition

คือการรับรู้ด้วย สัญชาตญาณ หรือ การใช้ Brink อาจะใช้เป็นความรู้สึก หรือ ข้อมูลกลั่นออกมาเป็นสิ่งที่คาดเดา หรือ จิตนาการ บางครั้งอาจเป็นจิตนาการที่คาดเดาอนาคต หรือ ความคิดสร้างสรรค์  และอาจล่องลอย จนไม่อยู่กับความเป็นจริง ปัจจุบัน

5. Feeling

การใช้ความรู้สึก ใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ  เข้าใจความรู้สึกคนอื่น  เห็นอกเห็นใจ  เอาเพื่อน พี่น้อง ครอบครัว และคนรักก่อน  เพื่อให้พวกเขามีความสุข และ ปรองดองกัน

6. Thinking

การใช้ตรรกะ หรือ สมเหตุสมผล  ใช้หลักฐาน ยึดหลักเหตุผลและทฤษฎีในการตัดสินใจ  บางครั้งจึงดูเป็นการไร้น้ำใจ หรือ ทำให้ผู้อื่นเสียใจ หรือ ทำโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกคนอื่น

7. Judging

การจัดแจง จัดการ หรือทำอะไรเป็นแบบแผน  จัดระเบียบความคิด หรือ แผนงานไว้เพื่อให้เราได้เดินตามแผนที่วางเอาไว้อย่างไม่มีปัญหา และ รวดเร็วในการทำงาน

8. Prospect 

การไม่ยึดติดกับแบบแผน การใช้ความยืดหยุ่นทางความคิดนี้ ค้นหา ค้นพบ ผลประโยชน์ และ สิ่งดีๆระหว่างทางที่พบเจอ  การไม่ยึดติบกับแบบแผนจนเกิดไปทำให้เราเจอสิ่งใหม่ๆระหว่างทาง

 

เว็บไซต์สำหรับทำ MBTI : https://www.16personalities.com/th

 

-ads-

BTW ใช้ยังไง

0

BTW นั้นย่อมาจาก By the way ซึ่งหมายถึง อย่างไรก็ตาม จะใช้สำหรับเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนา หรือเพื่อต่อบทสนทนาให้ไปต่อได้แบบต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น – I know you busy today.BTW, are you free tomorrow evening for movie night?

                 ฉันรู้ว่าคุณไม่ว่างวันนี้ ว่าแต่ พรุ่งนี้ตอนเย็นคุณว่างไปดูหนังไหม?

 

 

-ads-

ASAP หมายถึงอะไร/ย่อมาจากอะไร

0

ASAP นั้นย่อมาจาก As Soon As Possible มีความหมายว่า โดยเร็วที่สุด หรือ โดยด่วน 

ตัวอย่างประโยค:1.I need to do homework in this weekend as soon as possible.

                       ฉันต้องทำกการบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยเร็วที่สุด

                    2.I need to find a job ASAP.

                       ฉันต้องหางานโดยด่วน

                         

      

-ads-

แปลเพลง Bird Set Free – Sia

0

Clipped wings, I was a broken thing
Had a voice, had a voice but I could not sing
You would wind me down
I struggled on the ground
So lost, the line had been crossed
Had a voice, had a voice but I could not talk
You held me down
I struggle to fly now

เมื่อปีกถูกเหนี่ยวรั้งไว้ ฉันก็ถูกทำลายลง
เหมือนมีเสียง แต่ฉันกลับไม่สามารถร้องเพลงได้
เธอทำให้ฉันตกต่ำลง
แล้วฉันก็พยายามต่อสู้อยู่บนพื้นดิน
เมื่อพ่ายแพ้ เส้นทางก็ถูกขัดขวางไว้
เหมือนมีเสียงอยู่ แต่ฉันกลับไม่สามารถพูดออกไปได้
เธอรั้งฉันไให้ต่ำลง
แต่ฉันก็พยายามที่จะบินให้ได้ในตอนนี้

But there’s a scream inside that we all try to hide
We hold on so tight, we cannot deny
Eats us alive, oh it eats us alive
Yes, there’s a scream inside that we all try to hide
We hold on so tight, but I don’t wanna die, no
I don’t wanna die, I don’t wanna die

แต่เมื่อมีเสียงตะโกนร้องข้างในที่เราพยายามจะซ่อนไว้
เราเก็บมันไว้ลึกข้างใน แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
กัดกลืนกินชีวิตของเราไป
ใช่เลย มีเสียงตะโกนร้องข้างในที่เราพยายามจะซ่อนไว้
เราเก็บมันไว้ลึกข้างใน แต่ฉันไม่ต้องการที่จะหยุดเลย ไม่เลย
ฉันไม่ต้องการหยุดเลย ฉันไม่ต้องการหยุดเลย

I’m not gon’ care if I sing off key
I find myself in my melodies
I sing for love, I sing for me
I shout it out like a bird set free
No I don’t care if I sing off key
I find myself in my melodies
I sing for love, I sing for me
I’ll shout it out like a bird set free
I’ll shout it out like a bird set free
I’ll shout it out like a bird set free

ฉันไม่ได้สนใจ หากฉันร้องเพลงผิดคีย์
ฉันจะค้นหาตัวเอง ในท่วงทำนองของฉัน
ฉันตะโกนมันออกมา เหมือนกับนกที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ
ไม่เลย ฉันจะไม่แคร์ หากฉันร้องเพลงผิดคีย์
ฉันจะค้นหาตัวเอง ในท่วงทำนองของฉัน
ฉันร้องเพลงเพื่อความรัก ฉันร้องเพลงเพื่อตัวฉันเอง
แล้วฉันจะตะโกนมันออกมา เหมือนกับนกที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ
ฉันจะตะโกนออกไป เหมือนกับนกทีโผบินอย่างอิสระ
ฉันจะตะโกนไป เหมือนกับนกที่โผบินอย่างอิสระ

Now I fly, hit the high notes
I have a voice, have a voice, hear me roar tonight
You held me down
But I fought back loud

ในตอนนี้ฉันบินไป แล้วก็แตะสู่เสียงที่สูง
ฉันมีเสียง ได้ยินฉันแผดเสียงในคืนนี้ไหม
ถึงเธอจะพยายามรั้งฉันให้ต่ำลงไว้
แต่ฉันต่อสู้กลับด้วยเสียงที่ดังของฉัน

But there’s a scream inside that we all try to hide
We hold on so tight, we cannot deny
Eats us alive, oh it eats us alive
Yes, there’s a scream inside that we all try to hide
We hold on so tight, but I don’t wanna die, no
I don’t wanna die, I don’t wanna die

แต่เมื่อมีเสียงตะโกนร้องข้างในที่เราพยายามจะซ่อนไว้
เราเก็บมันไว้ลึกข้างใน แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
กัดกลืนกินชีวิตของเราไป
ใช่เลย มีเสียงตะโกนร้องข้างในที่เราพยายามจะซ่อนไว้
เราเก็บมันไว้ลึกข้างใน แต่ฉันไม่ต้องการที่จะหยุดเลย ไม่เลย
ฉันไม่ต้องการหยุดเลย ฉันไม่ต้องการหยุดเลย

I’m not gon’ care if I sing off key
I find myself in my melodies
I sing for love, I sing for me
I shout it out like a bird set free
No I don’t care if I sing off key
I find myself in my melodies
I sing for love, I sing for me
I’ll shout it out like a bird set free
I’ll shout it out like a bird set free
I’ll shout it out like a bird set free
I’ll shout it out like a bird set free
I’ll shout it out like a bird set free
I’ll shout it out like a bird set free

ฉันไม่ได้สนใจ หากฉันร้องเพลงผิดคีย์
ฉันจะค้นหาตัวเอง ในท่วงทำนองของฉัน
ฉันตะโกนมันออกมา เหมือนกับนกที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ
ไม่เลย ฉันจะไม่แคร์ หากฉันร้องเพลงผิดคีย์
ฉันจะค้นหาตัวเอง ในท่วงทำนองของฉัน
ฉันร้องเพลงเพื่อความรัก ฉันร้องเพลงเพื่อตัวฉันเอง
แล้วฉันจะตะโกนมันออกมา เหมือนกับนกที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ
ฉันจะตะโกนออกไป เหมือนกับนกทีโผบินอย่างอิสระ
ฉันจะตะโกนไป เหมือนกับนกที่โผบินอย่างอิสระ

-ads-

แปลเพลง BIRDS OF A FEATHER – Billie Eilish

0

[Verse 1]
I want you to stay
ฉันอยากให้คุณอยู่เคียงข้างกัน
Til I’m in the grave
จนกว่าจะถึงวันที่ฉันสิ้นลมไปอยู่ในหลุมศพ
Til I rot away, dead and buried
จนกว่าฉันจะตายไปและถูกฝังร่างกายเน่าเปื่อย
Til I’m in the casket you carry
จนกว่าฉันจะอยู่ในโลงศพที่คุณแบก
If you go, I’m goin’ too, uh
ถ้าคุณไปฉันก็จะไปเหมือนกัน
Cause it was always you (Alright)
เพราะเป็นคุณเสมอ (ใช่)
And if I’m turnin’ blue, please don’t save me
และถ้าฉันจะต้องหมดลมหายใจลงไป ได้โปรดอย่าช่วยฉันเลย
Nothin’ left to lose without my baby
หากไม่มีคุณอันเป็นที่รักของฉันแล้ว ฉันก็ไม่มีอะไรเหลือเลย

[Refrain]
Birds of a feather, we should stick together, I know
ฉันรู้ว่าเราควรอยู่ด้วยกัน ดั่งคำพูดว่า คนประเภทเดียวกันก็มักจะอยู่ด้วยกัน
I said I’d never think I wasn’t better alone
ฉันเคยเชื่อว่าตัวเองอยู่ตามลำพังดีกว่า แต่มุมมองของฉันเปลี่ยนไปแล้ว
Can’t change the weather, might not be forever
บางสิ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมและความสัมพันธ์อาจไม่คงอยู่ตลอดไป
But if it’s forever, it’s even better
แต่ถ้าหากความสัมพันธ์อยู่ยั่งยืนจะเป็นสิ่งดีที่สุด

[Pre-Chorus]
And I don’t know what I’m cryin’ for
และฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล
I don’t think I could love you more
ฉันไม่คิดว่าจะรักคุณไปได้มากกว่านี้อีกเพราะถึงจุดสูงสุดแล้ว
It might not be long, but baby, I
มีความเป็นไปได้ที่เวลาของเราได้ใช้ร่วมกันอาจมีจำกัด แต่ที่รัก ฉัน

[Chorus]
I’ll love you ’til the day that I die
ฉันจะรักคุณไปจนถึงวันที่ฉันหมดลมหายใจ
Til the day that I die
จนถึงวันที่ฉันหมดลมหายใจ
Til the light leaves my eyes
จนกว่าตาทั้งสองของฉันจะหลับลงเมื่อสิ้นใจ
Til the day that I die
ชั่วชีวิตของฉันจนถึงวันที่ฉันหมดลมหายใจ

[Verse 2]
I want you to see, hmm
ฉันอยากให้คุณได้เข้าใจ
How you look to me, hmm
ได้เห็นและเข้าใจคุณค่าความงดงามของฉัน
You wouldn’t believe if I told ya
คุณคงไม่เชื่อถ้าหากฉันบอกคุณ
You would keep the compliments I throw ya
คุณอาจเมินเฉยและไม่ยอมรับคำชมของฉันที่มอบให้คุณ
But you’re so full of shit, uh
แต่คุณนี่ช่างบ้าเสียจริงที่ไม่ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง
Tell me it’s a bit, oh
กลับมาบอกฉันว่า สิ่งที่ฉันพูดเป็นเรื่องตลกเท่านั้น โอ้
Say you don’t see it, your mind’s polluted
ที่คุณมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองก็เป็นเพราะความคิดเชิงลบอยู่เต็มไปหมด
Say you wanna quit, don’t be stupid
คุณบอกว่าอยากยอมแพ้แล้ว อย่าโง่ไปหน่อยเลย

[Pre-Chorus]
And I don’t know what I’m cryin’ for
และฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล
I don’t think I could love you more
ฉันไม่คิดว่าจะรักคุณไปได้มากกว่านี้อีกเพราะถึงจุดสูงสุดแล้ว
It might not be long, but baby, I
มีความเป็นไปได้ที่เวลาของเราได้ใช้ร่วมกันอาจมีจำกัด แต่ที่รัก ฉัน
Don’t wanna say goodbye
ไม่อยากกล่าวคำอำลา

[Chorus]
Birds of a feather, we should stick together, I know (‘Til the day that I die)
ฉันรู้ว่าเราควรอยู่ด้วยกัน เพราะคนประเภทเดียวกันก็มักจะอยู่ด้วยกัน (จนถึงวันที่ฉันสิ้นลม)
I said I’d never think I wasn’t better alone (‘Til the light leaves my eyes)
ฉันเคยเชื่อว่าตัวเองอยู่ตามลำพังดีกว่า แต่มุมมองของฉันเปลี่ยนไปแล้ว (จนกระทั่งหมดลมหายใจ)
Can’t change the weather, might not be forever (‘Til the day that I die)
บางสิ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมและความสัมพันธ์อาจไม่คงอยู่ตลอดไป (จนถึงวันที่ฉันสิ้นลม)
But if it’s forever, it’s even better
แต่ถ้าหากความสัมพันธ์อยู่ยั่งยืนจะเป็นสิ่งดีที่สุด 

 

-ads-

Once in a blue moon แปลว่า อะไร

0

Once in a blue moon แปลว่า ไม่ได้เห็นได้บ่อยๆ  เช่น

Once in a blue moon, there’s a problem I can’t solve by myself.

มีแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ฉันเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ด้วยตนเอง 

 

ที่มา :  https://www.ondemand.in.th/50-

-ads-

It’s the best thing since sliced bread.แปลว่าอะไร

0

It’s the best thing since sliced bread. แปลว่า อธิบายว่าสิ่งๆ นั้นดีมาก เช่น

The invention of the internet has changed the way we live, and it is the best thing since sliced bread. 

(การเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของเรา และนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลย)

 

 

ที่มา : https://www.ondemand.in.th/50-

-ads-

Spill the beans แปลว่าอะไร

0

Spill the beans แปลว่า เปิดเผยความลับโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น

He spilled the beans, and she knew all about the surprised party in advance.

(เขาเผลอเปิดความลับโดยไม่รู้ตัว และตอนนี้เธอก็รู้เรื่องแผนเซอไพรส์ปาร์ตี้เรียบร้อยแล้ว)

ที่มา : https://www.ondemand.in.th/50-

-ads-