ข้อดีของการกินโยเกิร์ตก่อนนอน

  1. ช่วยให้นอนหลับง่าย โยเกิร์ตมีส่วนประกอบของนม ในโยเกิร์ตจึงมีทริปโตเฟน กรดอะมิโนที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกง่วงนอน และทริปโตเฟนยังจะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ฮอร์โมนที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้นอนหลับง่ายกว่าเดิม
  2. ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ในโยเกิร์ตมีโพรไบโอติกส์ แบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้และระบบย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย พร้อมทั้งโพรไบโอติกส์ยังจะช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมของร่างกายดีขึ้นด้ว โดยเฉพาะหากกินโยเกิร์ตตอนท้องว่าง ในช่วงเช้า หรือก่อนเข้านอน จุลินทรีย์ชนิดดีและโพรไบโอติกส์จะเข้าไปจัดระเบียบบรรดาสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ภายในกระเพาะอาหารและลำไส้ เช้ามาก็จะขับถ่ายคล่องตัวและง่ายขึ้นกว่าเดิม
  3. ช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย หลังจากโยเกิร์ตได้เข้าไปกระตุ้นระบบขับถ่ายแล้ว การที่ร่างกายขับถ่ายได้ดีขึ้น ก็เหมือนได้ดีท็อกซ์ลำไส้ไปในตัว ที่สำคัญยังจะส่งผลดีต่อการดูดซึมสารอาหารอีกด้วย ยิ่งกับคนที่มีพุงและรู้สึกอึดอัดท้อง ถ่ายยาก การได้รับโพรไบโอติกส์จากโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายได้ คราวนี้พุงที่เคยป่องและอึดอัดก็จะยุบลง เพียงกินโยเกิร์ตก่อนนอนติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์เท่านั้น
  4. ช่วยควบคุมน้ำหนัก กินโยเกิร์ตก่อนนอนอ้วนไหม หลายคนกังวลตรงจุดนี้ ซึ่งก็ตอบเลยว่า โยเกิร์ตเป็นของว่างก่อนนอนที่ช่วยคลายหิวให้คนชอบกินมื้อดึกได้เป็นอย่างดี เพราะโยเกิร์ตมีโปรตีนซึ่งจะทำให้อิ่มอยู่ท้องแบบสบาย ๆ อีกทั้งโยเกิร์ตยังจัดเป็นอาหารแคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักจะกินแก้หิวยามดึกได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกโยเกิร์ตไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือรสธรรมชาติ รวมไปถึงต้องคุมอาหารในระหว่างวัน ร่วมกับหมั่นออกกำลังกายด้วย
  5. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ระหว่างที่เรานอนหลับร่างกายจะมีกระบวนการเสริมสร้างและฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ ซึ่งการกินโยเกิร์ตก่อนนอนก็จะช่วยเสริมโปรตีนให้ร่างกายดึงไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายแบบใช้กล้ามเนื้อหนัก ๆ การกินโยเกิร์ตที่มีโปรตีนก่อนเข้านอนก็จะช่วยฟื้นฟูมวลกล้ามเนื้อที่เสียหาย พร้อมกันนั้นก็ช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อในระหว่างที่หลับไป ทว่าก็ควรเลือกกินโยเกิร์ตที่มีโปรตีนสูง ๆ อย่างกรีกโยเกิร์ต

ที่มา:https://stri.cmu.ac.th/tip_detail.php?id=54

-ads-

ประโยชน์ต่อสุขภาพของชีส

บำรุงกระดูกให้แข็งแรง

ชีสเป็นอาหารที่ผลิตจากนม ดังนั้น ชีสจึงมีปริมาณแคลเซียมที่สูง โดยเฉพาะเชดด้าชีส ซึ่งในปริมาณ 100 กรัมจะมีแคลเซียมประมาณ 710 มิลลิกรัม นอกจากนี้ ชีสยังอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินดี ที่ส่งผลดีต่อมวลกระดูก และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

ป้องกันปัญหาฟันผุ

มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่า เชื้อแบคทีเรียบางชนิด อย่างโพรไบโอติกที่อยู่ในชีส อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดฟันผุได้ โดยในการทดลองกับอาสาสมัคร 74 คน ในช่วงอายุ 18–35 ปี พบว่าเมื่อรับประทานชีสปริมาณ 75 กรัมต่อวัน ปริมาณเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของฟันผุ และยีสต์ที่เป็นสาเหตุของปัญหาช่องปากมีปริมาณลดลง

ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน

มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่า การรับประทานชีสอาจส่งผลให้ร่างกายได้รับกรดไขมันทรานส์ปลามิโทเลอิก (Trans–palmitoleic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่สามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์นม ที่อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานได้ 

นอกจากนี้ ชีสยังอาจช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ระดับอินซูลิน ลดความเสี่ยงการอักเสบต่าง ๆ และเพิ่มความไวต่ออินซูลินได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะหากรับประทานมากเกินไป จะทำให้ผู้รับประทานได้รับไขมันอิ่มตัวมากเกินไป

ช่วยในการลดน้ำหนัก

การรับประทานชีสในปริมาณที่พอเหมาะอาจช่วยให้ควบคุมน้ำหนักตัวได้ เนื่องจากไขมันที่ได้จากการรับประทานชีสอาจส่งผลให้อยู่ท้องนานขึ้น และไม่รู้สึกหิวบ่อย แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกรับประทานชีสที่ไขมันต่ำในรับประทานที่พอเหมาะเช่นกัน

 

ที่มา:https://www.pobpad.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%AA-%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%A1

-ads-

ประโยชน์ของเนย

ช่วยบำรุงกระดูก

เนยบางชนิดอย่างเนยชนิดที่ได้จากวัวที่กินหญ้าอุดมไปด้วยวิตามินเค 2 โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่ชี้ว่าวิตามินชนิดนี้อาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก โดยช่วยเพิ่มความหนาแน่นและมวลของกระดูก ซึ่งอาจลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเนยในด้านนี้อีกครั้ง

เสริมสร้างสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือด หมายถึงโรคหรือภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหดตัวของหลอดเลือดหรือถูกปิดกั้น ซึ่งอาจนำไปสู่อาการหัวใจวาย เจ็บหน้าอก หรือโรคหลอดเลือดสมองได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในปัจจุบัน

เนื่องจากเนยมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่พอเหมาะและช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แต่ในขณะเดียวกันหากทานปริมาณมากอาจเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี ทั้งยังมีงานวิจัยบางส่วนที่ชี้ว่าการบริโภคเนยอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจอีกด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเนยและโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกครั้ง

ช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก

เนื่องจากเนยอุดมไปด้วยกรดคอนจูเกเตดไลโนเลอิก ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งที่ชี้ว่ากรดคอนจูเกเตดไลโนเลอิกอาจช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ จึงเชื่อกันว่าเนยอาจมีประสิทธิภาพช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ นอกจากนี้ เนยยังอุดมไปด้วยกรดบิวไทเรต ซึ่งมีงานวิจัยที่ชี้ว่าอาจช่วยป้องกันการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของเนยในการควบคุมน้ำหนักอีกครั้ง

ป้องกันโรคมะเร็ง

มะเร็งถือเป็นโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์ ซึ่งถือเป็นโรคร้ายที่อาจคร่าชีวิตของผู้ป่วยได้หากมีการลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญอย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งแต่ละชนิดก็จะมีอาการที่แตกต่างกันไป

 

ที่มา:https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A2-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-%E0%B8%81%E0%B8%B1

-ads-

ประโยชน์จากเนยถั่ว…ที่สาวหุ่นสวยห้ามพลาด!

เนยถั่วเป็นแหล่งไขมันดี มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ทำให้อิ่มท้องนานขึ้น และช่วยลดความอยากอาหารลงในระหว่างวันได้ด้วย ยิ่งทานคู่กับโมจิวาฟเฟิลกรอบนอกนุ่มใน ????ลงตัวพร้อมได้รับคุณประโยชน์ไปแบบเต็มๆ ดีต่อการลดน้ำหนัก อิ่มท้องได้อย่างยาวนาน เนยถั่วช่วยฟื้นฟูหลังการออกกำลังกาย เพราะมีโปรตีนสูง มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกายซ่อมแซมได้อย่างรวดเร็วหลังจากออกกำลังกาย รวมถึงยังมีไฟเบอร์สูง ใครที่ระบบขับถ่ายไม่ดี แนะนำลองทานเนยถั่วจะมีส่วนช่วยในระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก

ที่มา:https://www.acaistorybkk.com/post/5-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94

-ads-

เปิดประวัติ ขนมเลย์ Lays ที่โด่งดังไปทั่วโลก

ขนมเลย์ ก่อตั้งโดยชาวอเมริกันที่ชื่อว่า Herman W. Lay เขาเกิดที่เมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา USA ในปี 1920 เขาได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัย แต่กับเรียนไม่จบเพราะเรียนได้แค่ 2 ปีก็ลาออกมาทำงานหารายได้พิเศษ ซึ่ง Herman W. Lay ทำงานหลายอย่างมากตั้งแต่เป็นเซลล์ขายขนมบิสกิต ขายมันฝรั่งทอดให้กับบริษัท Barrett Food Company ซึ่งการเป็นเซลล์นั้นชีวิตของเขาไม่ได้เรียบง่าย ต้องเดินทาง ไปในหลายรัฐเพื่อที่จะขายสินค้าให้กับห้างร้านต่างๆ ซึ่งเป็นงานหลักของเซลล์ ช่วงนั้นเขาก็มีชีวิตที่เหมือนกับทุกๆคน ต้องทำงานประจำต้องใช้ชีวิตบริหารจัดการเงินที่ได้มา แต่ด้วยความฝันในการอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ และในปี 1932 เขาได้ตัดสินใจลงทุนด้วยเงินจำนวน 100 ดอลลาร์ และเปิดบริษัท ที่ชื่อว่า H.W. Lay Distributing Company  เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายมันฝรั่งทอดกรอบให้กับบริษัท Barrett Food Company ที่เขาเคยเป็นเซลล์ให้นั่นเอง จากนั้นปี 1938 เขาก็ได้ซื้อกิจการบริษัทของ Barrett Food Company และเปลี่ยนชื่อเป็น H.W. Lay & Company เพื่อขายมันฝรั่งทอดกรอบแบรนด์ Lays ซึ่งรสชาติแรกที่เกิดขึ้นในโลกของเลย์นั่นก็คือ มันฝรั่งทอดกรอบโรยเกลือหรือเป็นรสออริจินอล ซึ่งเป็นรสที่ขายดีมากๆ ต่อมาก็มีการคิดค้นสูตรขนมเลย์ รสชาติบาร์บีคิวซาวครีมและรสชาติอื่นๆต่อมา ซึ่ง Herman W. Lay ไม่ได้เริ่มต้นมาจากการที่เขามีทุกอย่าง แต่เขาเริ่มต้นจากการสะสมประสบการณ์โอกาสและความพร้อมที่จะทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจและอดทน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อบริษัทจาก H.W. Lay & Company เป็นชื่อบริษัทว่า Lays เพื่อให้คนจำแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบนี้ง่ายขึ้นนั่นเอง จุดเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สำคัญของเลนั่นก็คือในปี 1961 แบรนด์เลย์ได้ร่วมกันทำธุรกิจกับบริษัท ชื่อดัง เจ้าของขนมขบเคี้ยว ข้าวโพดอบกรอบ Fritos เจ้าของก็คือ Charles Elmer Doolin ร่วมกันเปิดบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า Frito-Lays การจับมือกันครั้งนี้ทำให้ธุรกิจของ Lays และ Frito มีช่องทางการขายที่เพิ่มขึ้นและก็ยังเป็นการแข่งขันในการตลาดที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งเลย์นั้นช่วยขายขนมFrito ในรัฐจอร์เจีย และ Frito ก็ได้ขายเลย์ ในรัฐเท็กซัสซึ่งธุรกิจ มีการขยับขยายเติบโตมากยิ่งขึ้นต่อมาในปี 1962 ก็มีการนำเลย์มาทำการตลาดในประเทศแคนาดา และก็ไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้นเพราะธุรกิจเติบโตจนเป็นผู้นำทางด้าน ขนมมันฝรั่งที่โด่งดังและขายดีที่สุด จึงทำให้บริษัทเป๊ปซี่โคล่าผู้ผลิตเป๊ปซี่ชื่อดัง ได้ทำการขอร่วมทุนในการขยับขยายกิจการให้ Frito-Lays และเป๊ปซี่ขยายการตลาดในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งการขยายนี้ จึงทำให้ในปี 1966 ได้มีการทำโฆษณาเลย์ทางทีวีเป็นครั้งแรก ทำให้ชาวอเมริกันรู้จักขนมเลย์มากยิ่งขึ้น และขนมเลย์ก็กลายมาเป็นขนมมันฝรั่งทอดกรอบ ชื่อดังอันดับหนึ่งของโลกที่มีคนให้ความสนใจและชื่นชอบรวมถึงมีหลายรสชาติให้เลือก อีกด้วย

 

ที่มา:https://www.laysthailand.com/

-ads-

เท็นชินดง

เท็นชินดง (ญี่ปุ่น: 天津丼โรมาจิTenshindon) หรือ เท็นชินฮัง (ญี่ปุ่น: 天津飯โรมาจิTenshinhan) หรือ คานิทามาดง (ญี่ปุ่น: かに玉丼โรมาจิKanitamadon) เป็นอาหารจีนแบบญี่ปุ่น ประกอบด้วยไข่เจียวเนื้อปูหรือคานิทามะ (ญี่ปุ่น: かに玉โรมาจิKanitama) วางคลุมบนข้าวและราดด้วยซอสข้น ชื่อของเท็นชินดงตั้งชื่อตามนครเทียนจินในภาคเหนือของประเทศจีน ซึ่งภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า เท็นชิง (ญี่ปุ่น: 天津โรมาจิTenshin)

-ads-

Yunishigawa Onsen Kamakura Festival

ช่วงนี้ยังอยู่ในเทศกาลแห่งความรัก กลิ่นอายละมุนความหวานก็ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ความรักไม่ว่าได้อยู่กับใครแล้วมันก็คงดีไม่น้อย ไม่ว่าจะรักคนรัก รักครอบครัว เพื่อน ญาติพี่น้องก็ดีทั้งนั้น และเมื่อได้เอ่ยถึงความละมุนละไมในความรักแล้ว เราอยากพาคุณไปมีสถานที่หนึ่งที่อยากให้ได้สัมผัส เชื่อว่าถ้าใครได้มาก็คงดีต่อใจเหมือนกับเรา เห็นแล้วเหมือนต้องมนต์สะกด มันสวยและมีความโรแมนติก กับเทศกาลYunishigawa Onsen Kamakura Festival 

    ที่นี่เดินทางง่ายมากๆ ไม่ไกลจากโตเกียว การเดินทางครั้งนี้ของเราได้เดินทางมากับรถเช่าพร้อมคนขับ ในการเดินทางอันแสนสะดวกสบายหลับได้เต็มตื่น ตื่นมาอีกทีก็อู้วหูว ทำไมสวยอย่างนี้ จากที่นอนเอาแรงมาเพื่อเก็บภาพสวยๆอันน่าประทับใจนี้มาฝากทุกๆคน เผื่อใครแวะเวียนเข้ามาอ่านอยากจะบอกว่าที่นี่สวยจริงๆ มาเที่ยวทั้งทีต้องเที่ยวออกแบบได้ อยากจะไปไหนก็ได้ เพราะมีคนขับที่ชำนาญเส้นทางไม่มีหลง ไม่ต้องต่อรถให้ยุ่งยาก 

-ads-

รอบรู้เรื่อง ซาซิมิ (刺し身)

ซาซิมิ (刺し身)เป็นปลาดิบสด (หรือเนื้อสัตว์) ที่หั่นบางเบาและเสิร์ฟดิบๆ คำว่าซาซิมิหมายถึง “เนื้อเจาะ (ปลาและเนื้อสัตว์)” ในภาษาญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นเริ่มเรียกมันว่า sashimi กลับไปในศตวรรษที่ 14 เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ kirimi (切り身 / cut body) เพราะพวกเขาคิดว่าคำว่า “kiri” (ตัด) เป็นคำพูดที่ไม่ดี “Kiri” ใช้ในตัวอย่างเช่น “hara kiri” ซึ่งหมายถึงการตัดกระเพาะอาหาร

-ads-

ประโยชน์ของถั่วแระญี่ปุ่น

1. อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย

          อย่างที่เราเห็นว่าคุณค่าทางโภชนาการของถั่วแระญี่ปุ่นอัดแน่นขนาดไหน ดังนั้นประโยชน์ข้อแรกก็คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ และทราบไหมคะว่า หากเรารับประทานถั่วแระ 1 ถ้วยตวง หรือประมาณ 160 กรัม ร่างกายจะได้รับวิตามินเคประมาณ 56% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน นอกจากนี้ยังจะได้โฟเลตมากกว่า 100% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันด้วย

2. โปรตีนสูง

          ถั่วแระญี่ปุ่นถือเป็นโปรตีนพืช (Plant-based protein) ที่ดีชนิดหนึ่งเลยค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งของโปรตีนธรรมชาติแล้ว ในถั่วแระญี่ปุ่นยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ และแน่นอนว่ามีไฟเบอร์ด้วย ดังนั้นใครกินมังสวิรัติ กินเจ หรือเป็นวีแกน ก็สามารถรับประทานถั่วแระเพิ่มโปรตีนให้ร่างกายได้เลย

3. ลดคอเลสเตอรอลในเลือด

          จากการศึกษาเชิงสังเกตในหลาย ๆ งานวิจัย พบว่า ไขมันดี สารต้านอนุมูลอิสระ และไฟเบอร์ ที่มีอยู่ในถั่วแระญี่ปุ่น มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า การรับประทานโปรตีนจากถั่ววันละ 25 กรัม มีส่วนช่วยลดไขมันเลวในร่างกายราว ๆ 3-4% โดยประมาณ จึงเป็นการสนับสนุนประโยชน์ด้านลดไขมันในเลือดของถั่วแระได้อีกทาง
-ads-

ต้นกำเนิดและประวัติของ มิโสะ

มิโสะ เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นมากว่า 1,300 ปี
มิโสะ เป็นเครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักกันในชื่ออาหารหมักถั่วเหลืองที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ
มาดูประวัติความเป็นมาและดูว่า มิโสะ สนับสนุนสุขภาพของคนญี่ปุ่นได้อย่างไร
คิดว่า มิโสะ มีต้นกำเนิดมาจากอาหารหมักในประเทศจีนโบราณ เป็นไปได้มากว่ามันถูกนำเข้าสู่ญี่ปุ่นผ่านทางจีนแผ่นดินใหญ่และคาบสมุทรเกาหลีในสมัยอาสึกะในช่วงศตวรรษที่ 7

-ads-